ถอดบทเรียนธุรกิจรับมือโควิด-19

0

SMmagonline : สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถอดบทเรียนด้านเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยชน์กับผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา

พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. กล่าวว่า การจัดงานเสวนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลสำเร็จโครงการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ จากการถอดบทเรียนในช่วงการแพร่กระจายของโรคโควิด-19”ครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและวิเคราะห์จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า

พิมพ์ชนก วอนขอพร

โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาดังกล่าว จนนำมาสู่ชุดข้อมูลที่เปรียบเสมือนโรดแมปด้านเศรษฐกิจที่มีประโยชน์อย่างมากกับผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากโรคระบาด และแนวทางในการเดินหน้าเพื่อให้สามารถปรับตัวและมีศักยภาพในการแข่งขันได้

ทั้งนี้ ยังส่งผลดีต่อการคาดการณ์และจัดเตรียมมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติในสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาได้ทันที อาทิ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคตรวมทั้งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต ซึ่งโครงการศึกษาดังกล่าว ได้ศึกษามาอย่างรอบคอบ รวมถึงแนวทางความเป็นไปได้ในอนาคต ที่จะมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาประเทศ โดยตั้งเป้าให้เกิดการนำไปใช้ในทุกพื้นที่ของไทย

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบสำคัญที่จะนำผลการศึกษานี้ไปสู่ความสำเร็จ ต้องอาศัยกลไกด้านอื่นควบคู่ไปพร้อมกัน เช่น การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค  เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้ดีขึ้น รวมทั้งวางระบบให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการในวิกฤตหรือภัยพิบัติเพื่อรองรับอนาคต นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจการค้า

โดยขอให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้มีความสมดุลและยืดหยุ่นต่อวิกฤต วางตำแหน่งด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจด้านสุขภาพ เศรษฐกิจความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ภาคเกษตรและท่องเที่ยวยั่งยืน รวมถึงการปรับโครงสร้างด้านการเกษตร การผลักดันการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การผลิตแห่งอนาคตและภาคบริการคุณภาพสูง และสนับสนุนการวางตำแหน่งด้านการท่องเที่ยวของประเทศใหม่ โดยยกระดับการท่องเที่ยวสุขภาพ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดประเทศในอีก 1-2 ปี

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อมูลที่น่าสนใจที่ได้รับจากโครงการศึกษาดังกล่าว พบว่า ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมามีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะมาตรการควบคุมโรคในสถานประกอบการ เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการผลิตและการให้บริการ ซึ่งอุตสาหกรรมที่เห็นการปรับตัวได้อย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มอาหารและสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากความต้องการภายในประเทศ เช่น หน้ากากผ้าและอุปกรณ์เสริม การพัฒนาชุด PPE เพื่อรองรับการใช้งานในสถานพยาบาลในระยะยาว และกลุ่มยอดขายที่ทำอันดับรองลงมาคือสินค้าที่ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อข้ามปี เป็นต้น

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล

ขณะเดียวกันข้อกังวลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีข้อแนะนำว่าในระยะแรกให้จับตลาดผู้บริโภคในประเทศก่อน โดยพัฒนารูปแบบการตลาดที่มีความแปลกใหม่เพื่อดึงเม็ดเงินการบริโภคจากกลุ่มที่มีศักยภาพ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาคุณภาพและสร้างสรรค์งานบริการเพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

โดย SMI มองว่า จะเกิดพลังในการบริโภคเป็นทวีคูณ เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสูง แต่มีปัจจัยสำคัญเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบระรอก 2 คือการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการบริหารจัดการ การป้องกันการแพร่ระบาด มีศักยภาพในการชูให้เป็นพื้นที่การท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย

นอกจากนี้ ในวงเสวนายังได้มีการเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และภัยพิบัติในอนาคตรวมทั้งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต ประกอบด้วย 8 มาตรการ ประกอบด้วย

1.ให้ความช่วยเหลือในการลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยการชะลอเวลาการชำระภาษี ชะลอการชำระหนี้ ลดราคาค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ค่าเช่าพื้นที่ รวมถึงขยายเวลาการบังคับใช้กฎระเบียบหรือโครงการใหม่ที่จะเพิ่มต้นทุน 2. ให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ผ่อนปรนเกณฑ์การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อให้เอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาเข้าถึงเงินกู้และแก้ไขปัญหาธุรกิจได้จริง

3.ให้ความช่วยเหลือในการจ้างแรงงานและการสร้างงานใหม่ พิจารณาการมีมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการจ้างงานให้กับภาคเอกชนชั่วคราวเพื่อลดปัญหาการว่างงาน โดยการให้เงินอุดหนุนบางส่วน รวมทั้งการอุดหนุนการจ้างงานสำหรับนักศึกษาจบใหม่ 4. ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในการค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล 5. ส่งเสริมการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจระหว่างประเทศผ่านออนไลน์ (Virtual Business Matching)

6.สร้างพื้นที่เพื่อทำงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการเอกชนกับภาครัฐในการจัดการวิกฤต 7.เปิดประเทศด้วยความระมัดระวัง สื่อสารนโยบายที่เป็นเอกภาพของภาครัฐในสถานการณ์ภัยพิบัติ 8. สนับสนุนให้องค์กรจัดทำแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan, BCP)

รวมถึงมีการเสนอแนะในส่วนของภาคธุรกิจ 10 มาตรการ ดังนี้ 1.ให้มีการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร ตั้งแต่คาดการณ์เพื่อลดความเสี่ยง ตอบสนองต่อความเสี่ยง แก้ไขฟื้นฟู  กลับคืนปกติ และฝึกซ้อมอยู่เสมอ 2. จัดตั้งทีมพิเศษเพื่อบริหารจัดการวิกฤตอย่างทันท่วงที ไม่ยึดติดสายบังคับบัญชา 3.ให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง กระแสเงินสด และการลดต้นทุนทางธุรกิจ 4. ปรับตัวและพัฒนาช่องทางการค้าหรือผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ให้สอดรับกับสถานการณ์ และการปรับโมเดลทางธุรกิจใหม่ ให้เข้ากับโอกาสที่จะเกิดขึ้นทั้งระหว่างและโอกาสภายหลังวิกฤต

5.รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ 6. ปรับโมเดลการทำงานในช่วงวิกฤตให้สอดรับการสถานการณ์ 7. ปรับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤต ดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน ให้ความเชื่อมั่นกับพนักงานว่าจะไม่มีการปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุนหรือหากจะมีการปลดพนักงานในอนาคตก็จะเป็นทางเลือกสุดท้าย 8.ยกระดับทักษะพนักงานและองค์กรให้มีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสูงขึ้น

 

9.จัดการข้อมูลในองค์กรให้ปลอดภัยในช่วงวิกฤต สำรองข้อมูลไว้หลายแห่ง เตรียมพร้อมและมีความระมัดระวังในเรื่องความมั่นคงด้านข้อมูลและไซเบอร์เป็นพิเศษโดยเฉพาะในอนาคตที่เศรษฐกิจการค้าจะปรับตัวไปในทิศทางด้านดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และ10. หาโอกาสใหม่จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเตรียมการปรับธุรกิจสู่โอกาสใหม่ โอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เน้นการใช้ดิจิทัลมากขึ้นและการลดพื้นที่สำนักงาน และให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น หรือจับกลุ่มตลาดที่ยังมีกำลังซื้อ อาทิ จีน เวียดนาม เป็นต้น

lesson-learned-covid-19

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.