เริ่มต้นยุคสมัยของประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอย่างเป็นทางการ

0

SMmagonline – เมื่อวานนี้ (20 มกราคม 2564) เวลาประมาณ 23.30 น.ในประเทศไทย พิธีสาบานตนของ โจ ไบเดิน (Joe Biden) และ คามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 และรองประธานาธิบดี เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมรับมือกับเรื่องท้าทายทั้งโรคร้ายและโลกเศรษฐกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในโลก

ผู้นำหลายประเทศเชื่อว่า การมาของไบเดนจะเป็นการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์เดิมๆ อีกครั้งในหลาย ๆ เรื่องระหว่างสหรัฐอเมริกาในข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ ที่เคยมีและถูกยกเลิกหรือเมินเฉยไปในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 46 ถือได้ว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่ต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้านพร้อม ๆ กัน แม้จะต้องผ่านการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เข้าชิงตำแหน่งทุกยุคทุสมัย แต่สำหรับ โจ ไบเดน ยังต้องแข่งขันท่ามกลางความเลวร้ายของสถานการณ์โรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เรียกว่าเป็นวิกฤตร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำแบบไม่เคยเห็นมาก่อน กระทั่งส่งผลกระทบต่อปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้รุนแรงยิ่งขึ้นเพราะความเอาตัวรอดของมนุษย์ เช่น ส่งผลให้เกิดความเข้มข้นมากขึ้นของปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติในกลุ่มประชาชนอเมริกัน เป็นต้น

ผลที่ตามมา ทำให้สหรัฐถึงขั้นเกิดจลาจล รวมไปถึงปัญหาการบุกทำเนียบขาวก่อนจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิต ก่อนหน้าจะมีการสาบานตนไม่นานอีกด้วย

แต่แล้วท้ายที่สุด โจ ไบเดน และ คามาลา แฮร์ริส ก็เดินทางมาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ของอเมริกันชนอีกครั้ง ด้วยความหวังว่า จะทำให้ประเทศนี้กลับมามีความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติ และรวมกันเป็นอเมริกันเดียว พร้อมกับเดินหน้าแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้คลี่คลายไปในทางที่ดี

ความคาดหวังเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น แต่รวมไปถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่ต้องตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีคนก่อนหน้าอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เลือกบริหารประเทศด้วยนโยบาย อเมริกาต้องมาก่อน หรือ American First ซึ่งทำให้ดูเหมือนอเมริกาเป็นประเทศที่พร้อมจะตัดและไม่เอาใครเลยจริงๆ จนแทบจะเรียกได้ว่า เป็นปรปักษ์กับเขาไปทั่ว

ในวันที่ โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย เลยทำให้ผู้นำหลายประเทศทั่วโลกเชื่อว่า ความสัมพันธ์กับอเมริกาจะกลับมาปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งหลายโครงการที่อเมริกายกเลิกไปในสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ก็อาจจะได้รับการพิจารณากลับมาเข้าร่วมจากสหรัฐในยุคของโจ ไบเดนด้วย

อาทิเช่น การยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางของทรัมป์ในประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ การเปิดเส้นทางสำหรับผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนที่ติดกับเม็กซิโกเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน การกลับเข้าร่วมกับองค์การอนามัยโลก รวมทั้งสนธิสัญญาว่าด้วยสภาพภูมิอากาศปารีส ไปจนถึงการนำอิหร่านกลับสู่การปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่โจ ไบเดน เคยเป็นรองประธานาธิบดี เจรจาไว้กลับมาดำเนินงานต่อ รวมไปถึงการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์กับเกาหลีเหนือ หรือแม้แต่ประเด็นเรื่องการแทรกแซงทางดิจิทัลในกิจการสหรัฐของบริษัทจากต่างประเทศอย่างจีน ฯลฯ

ฉะนั้น จากกระแสบรรยากาศการต้อนรับ โจ ไบเดน ของนานาชาติ นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดี ที่น่าจะทำให้ โจ ไบเดน และทีมงานมีกำลังใจต่อการเดินหน้าแก้ปัญหาต่าง ๆ แม้เขาจะต้องฝ่าฟันก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 และการตกต่ำอย่างมากทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

อีกทั้งอย่างน้อย จากความตั้งใจของ โจ ไบเดน ที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า จะทำให้อเมริกาที่มีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ กลับมาเป็นอเมริกันเดียว กลมเกลียว โดยไม่แบ่งแยก ก็ยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดที่ดีที่เขาจะนำการสร้างความกลมเกลียวนี้ให้เกิดกับนานาชาติอย่างจริงจังด้วย

เรื่องนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ดีอีกครั้งว่า “วิกฤต” กับ “โอกาส” เป็นสิ่งที่เกาะติดคู่กันมาเสมอ

Cr.รูป U.S.News.com

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

 

Share.