SCG ใหญ่แค่ไหน ก็ต้องปรับเพื่อให้ได้ไปต่อ

0

SMmagonline – โควิด -19 ยังไม่จบ ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก องค์กรใหญ่อย่าง SCG คิดและวางแผน 3 ธุรกิจใหญ่ที่ดูแล ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง  ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง ไว้อย่างไรในปีที่วิกฤตโควิดยังไม่จบ ไปร่วมค้นหาคำตอบจาก รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี พร้อมกัน

 มุมมองแบรนด์ใหญ่ต่อธุรกิจปีนี้

ในเดือนกุมภาพันธ์ มีการฉีดวัคซีนไปมากกว่าจำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อแล้ว เริ่มเห็นว่าผ่านจุดต่ำสุด ถ้าสามารถฉีดวัคซีนไปได้แบบนี้เรื่อยๆ เราอาจผ่านพ้นวิกฤตโควิด -19 ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลาเพราะหลายฝ่านบอกว่า อาจจะใช้เวลา 2- 3 ปี กว่าจะฉีดวัคซีนได้ 50% ของประชากรทั่วโลก

ส่วนตัวมองว่าเมื่อเราผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ก็ต้องมองโอกาส ที่เห็นชัดเจน คือ เรื่องของ เดลิเวอรี, เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ  หรือพวกโลจิสติกส์ การขนส่ง, ความสะอาด ที่วันนี้ขาดไม่ได้  คือ เห็นโอกาส เห็นความต้องการของผู้บริโภค แต่อยู่ที่ว่า เราจะบริหารจัดการอย่างไร

ปีนี้ส่วนตัวผมยังมองว่า ธุรกิจมีโอกาส แต่อยู่ที่ว่าจะปรับตัวได้แค่ไหน ธุรกิจที่รอดอยู่ได้ คือ ต้องปรับตัว แต่ต้องทำเร็วด้วย คือ ถ้าปรับแต่ไม่เร็ว ก็ไม่รอดเหมือนกัน

         

รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

สำหรับการพัฒนาธุรกิจ 3 ขาใหญ่ของ SCG ก็มีแนวโน้ม การลงทุน และต้องปรับตัวที่ต่างกัน

อย่างในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง รุ่งโรจน์ ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา และแนวโน้มยังคงเชื่อว่า  ได้รับผลกระทบมาก เพราะจะได้ก็จากบ้างก็จากการลงทุนของภาครัฐ ส่วนที่จะได้ลูกค้าจากกลุ่มที่อยู่อาศัย คอมเมอร์เชียล อาจจะเหนื่อย เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน การก่อสร้างใหม่ๆ ไม่ง่ายแล้ว ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ มองว่า ทำแล้วไม่รู้จะขายใคร ทำโรงแรมก็ลำบาก

ในมุมของ SCG ต้องปรับ โดยมองว่าการก่อสร้างน้อยลง แต่ยังมีตลาดในส่วนของการซ่อมแซมที่อาจมีมากขึ้น หรือมองไปที่ลีฟวิ่ง คือ คนต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  เรื่องจากนี้ไปเรื่องของ ลีฟวิ่ง อาจมีโอกาสมากกว่าการก่อสร้าง

อย่างในกลุ่มของซีเมนต์ ซึ่งก็มีของใช้ในบ้าน ก็ต้องปรับรูปแบบร้านค้าเอาดิจิทัล มีการทำอีคอมเมิร์ซเข้ามาใช้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้เร็วขึ้น และต้นทุนดีขึ้น ส่วนวัสดุก่อสร่งก็ต้องปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ไปในทิศทางของการซ่อมแซม  เรื่องลีฟวิ่งที่ช่วยให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง

ส่วนในกลุ่มของ ธุรกิจเคมิคอลส์ ก็ได้รับผลกระทบ แต่ยังพอไหว เพราะการผลิตที่เกี่ยวกับความสะอา ด หน้ากากอนามัย หรือพวกสมาร์ทเอ็นจิเนียริ่ง ที่ไปใช้ในแผงโซล่าเซลล์ ยังไปได้ หรือ อย่างในธุรกิจยานยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางของ EV มากขึ้นก็เป็นโอกาสของธุรกิจเคมิคอลส์ด้วย ซึ่งการที่ SCG มีการผลิตเม็ดพลาสติก ก็ต้องปรับตัวให้เข้าไปกับอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดด้วย โดยจากนี้ไปในธุรกิจเคมิคอลส์  ก็จะเน้นการทำของใหม่ให้กับเทรนด์ และยังคงลงทุนในแง่ของ Circular Economy อย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายคือธุรกิจแพคเกจจิ้ง  กลุ่มนี้ในความต้องการที่สูงขึ้น แต่เราจะโตตามความต้องการไปได้มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นเทรนด์แล้วว่าผู้บริโภคต้องการบรรจุภัณฑ์แบบไหน  ต้องการบริการใด

สิ่งที่เราทำ คือ ลงทุนไปกับการพัฒนา พยายามนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ได้มากที่สุด อย่างแพคเกจจิ้ง ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ซึ่งถ้าถามว่าจากนี้ไปธุรกิจแพคเกจจิ้งจะเป็นยังไง คำตอบคือ อยู่ที่เรื่องของการบริหารการเติบโตของธุรกิจ

เชื่อปีนี้ เทรนด์ ESG มาแรง

ในช่วงที่ผ่านมามีคนพูดถึง ESG มากขึ้นเรื่อยๆ  (Environment, Social, Governance) เพราะตอนนี้นักลงทุนมองว่า หลักการลงทุน คือ บริษัทต้องมีความสามารถในการ ESG ดีกว่าบริษัทอื่น ๆ เทรนด์นี้เห็นมาก่อนโควิด  แต่พอเกิดโควิด พบว่า นักลงทุน หันมามองเรื่องของ score ของ ESG มากขึ้นอย่างน่าสนใจ

ถ้าเป็น 2 ปีก่อน เวลามีประชุมผุ้ถือหุ้นมีสัก 10 ครั้ง จะมีเพียง 1-2 พูดที่พูดเรื่องนี้ ESG และใช้เวลาคุยเรื่องนี้ไม่นาน แต่มาตอนนี้เวลากว่าครึ่งหมดไปกับการพูดคุยเรื่อง ESG อย่าง บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม ยังไง มีวิธีกบริหารจัดการอย่างไร เหล่านี้ อันนี้สะท้อนว่าบริษัทจดทะเบียนให้ความสนใจเรื่องแบบนี้จริงๆ

“โควิด -19  ทำให้เห็นว่าธุรกิจที่ไปดีอยู่แล้ว พอมาเจอที่ไม่คาดฝัน ทุกคนอยากรู้ว่า จะรับได้อย่างไรดี คือ ถ้า ESG ดี จะเป็นธุรกิจที่น่าจะปรับตัวได้เร็ว และตอบรับกับวิกฤตได้ดี”

ทุกวันนี้ SCG มี 3 ธุรกิจ แต่ละธุรกิจก็มีคู่แข่ง ลูกค้า แนวโน้มตลาดที่ต่างกัน การทำธุรกิจก็ต่างกันด้วย แต่ ESG คือ กลยุทธ์เดียวที่สามารถนำไปใช้ได้กับทั้ง 3 ธุรกิจ คือ เราเชื่อว่า ธุรกิจอยู่ไม่รอด ถ้าไม่พัฒนาในระยะยาว ธุรกิจอยู่ไม่ได้ ถ้าคนในสังคม ชุมชน ไม่เต็มใจให้เราทำงาน และธุรกิจจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีความโปร่งใส

ทุกวันนี้ หลักการ ESG ได้ใส่ไปใน DNA และให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การทำธุรกิจ  SCG

  •  Environment  มีการทำเรื่องพลังงานทดแทน มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในกระบวนการผลิต
  • Social ในมุมของ SCG คือ ทำอย่างไรให้สินค้าปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ทำให้เขารู้สึกสบายใจเมื่อมาใช้สินค้าเรา เช่น ความสะอาด ลดการสัมผัส ก็มีพัฒนาสินค้าออกมาตอบโจทย์ อย่าง สุขภัณฑ์ที่ไม่มีการสัมผัส เป็นต้น หรือ อย่างการทำ CSR ทางSCG ก็ทำเรื่องน้ำมานานกว่า 20 ปี ทำให้ป่า น้ำ กลับมา ตอนนี้กำลังมองไปที่สเต็ปถัดไป คือ การใช้นำหมุนเวียน คือ บ้างจุดมีน้ำไม่พอ เราจะทำอย่างไรให้เกิดมีระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ แบบนี้เป็นต้น
  • Governance เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะไม่มีนักลงทุนท่านใดที่อยากจะเข้ามาลงทุนกับบริษัทที่เขาคิดว่าไม่โปร่งใส่ มีการปกปิดข้อมูล

ESG คือทุกธุรกิจควรทำ คือ ต้องมองว่าเป็น DNA ของธุรกิจ ถ้าจะพัฒนาธุรกิจไปได้ในระยะ ESG เป็นเรื่องสำคัญ ต้องช่วยสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการที่ดี ไม่โปร่งใส นานไปอยู่ไม่ได้

ทั้งนี้ในช่วงท้าย รุ่งโรจน์ ย้ำว่า ปัจจัย ความสำเร็จของธุรกิจ คือ เข้าใจ ผู้บริโภคต้องการอะไร  พร้อมที่จะปรับตัว และการทำงานต้องทำงานเร็ว  วิกฤตโควิด ในไทย เศรษฐกิจโลก รุนแรงมาก เรายังไม่รู้ว่าผลกระทบจะยาวไปไหน แต่เราเริ่มเห็นทางออกแต่ไม่รู้ว่าจุดตรงนี้ไปถึงจุดเดิมจะยาวขนาดไหน แต่ในวิกฤตมีโอกาส ธุรกิจที่ใช้วิกฤต มาเป้นโอกาสจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ ในวิกฤตมีโอกาส คนที่จะใช้และปรับตัว จะอยู่รอดได้

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.