อะไรคือปัจจัยการฟื้นตัวของตลาด CLMV ปีนี้

0

SMmagonline-EIC ชี้ 3 ปัจจัยการฟื้นตัวในตลาด CLMV คาดยังคงมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ เวียดนามจะฟื้นตัวได้เร็วสุดและต่อเนื่องจากภาคการส่งออกที่เข้มแข็ง ขณะที่เมียนมายังน่าเป็นห่วง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ EIC ระบุว่า ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกและการระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2563ที่ผ่านมา โดยเวียดนามและเมียนมามีการชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ขณะที่เศรษฐกิจลาวและกัมพูชาเผชิญการหดตัวจากปัจจัยด้านลบ

ทั้งนี้ลาวประสบปัญหาการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือและระดับหนี้สาธารณะที่สูง ซึ่งจำกัดขนาดของมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ ส่วนกัมพูชาถูกถอดถอนสิทธิพิเศษทางการค้า Everything But Arms โดยสหภาพยุโรปซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก

ในภาพรวมนั้นแม้เศรษฐกิจ CLMV จะมีสัญญาณการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2/2563 แต่ในช่วงที่ผ่านมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นเวียดนามซึ่งได้อานิสงส์จากการส่งออกที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และความสำเร็จในการควบคุมการระบาดโควิด-19

การฟื้นตัวในปี 2564

การฟื้นตัวในปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ และไม่ทั่วถึงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV และยังมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะการค้าและการลงทุนในเมียนมา โดยการค้าและการลงทุนกับเวียดนามจะมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากกว่ากับประเทศอื่นๆ ตามการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจเวียดนาม แต่การค้าและการลงทุนกับประเทศที่เหลือยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการค้าการลงทุนในเมียนมาที่มีแนวโน้มถูกชะลอออกไปจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

ในระยะปานกลาง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) จะเป็นอีกแรงสนับสนุนต่อการค้าและการลงทุนของภูมิภาค โดย RCEP ถือเป็นข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่ครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก 29% ของ GDP โลก ซึ่งผลกระทบสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกมีดังต่อไปนี้

สำหรับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะได้รับประโยชน์ทางการค้าจากการลดกำแพงภาษีมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงไทยและประเทศ CLMV จะได้รับประโยชน์ส่วนนี้ในวงจำกัด โดย RCEP เป็นข้อตกลงทางการค้าหลักข้อตกลงแรกที่ลดกำแพงภาษีที่มีระหว่างกันของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกสามประเทศ

ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้ง CLMV และไทยมีกำแพงภาษีในอัตราที่ต่ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้วภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีภายในอาเซียน(AFTA) และข้อตกลงการค้าทวิภาคี ASEAN Plus One ระหว่างอาเซียนและคู่ค้าหลัก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

โดยกลุ่มประเทศ CLMV จะได้ประโยชน์มากจากการลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ภายใต้ข้อบทประเด็นการค้าสมัยใหม่ใน RCEP โดยเฉพาะด้านการค้าบริการ การลงทุน และการใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) บนมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดข้อปฏิบัติเฉพาะสำหรับกัมพูชา ลาว และเมียนมา

ทั้งนี้เนื่องจากเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่า โดยให้เวลาในการทยอยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบในประเทศให้เข้ากับเครือข่ายการค้า RCEP ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นในวงจำกัด

ส่วนในระยะยาว ไทยจะได้ผลบวกจากกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้ RCEP รวมถึงการพัฒนาในกลุ่มประเทศ CLMV เช่นกัน โดยไทยสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นประเทศผู้ลงทุนในภูมิภาค เน้นพัฒนาภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศ และย้ายการผลิตที่เน้นใช้แรงงานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน CLM ที่กำลังเติบโตแทน

การค้าการลงทุนไทยใน CLMV

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 การส่งออกของไทยไป CLMV ยังคงฟื้นตัวช้าๆ ในขณะที่การลงทุนโดยตรงของไทย(TDI) มีสัญญาณผ่านจุดต่ำสุด ในภาพรวมนั้นการส่งออกของไทยไป CLMV หดตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส4/2563

โดยการลดลงของส่งออกไปยังเมียนมาเป็นแรงฉุดหลักตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อที่ส่งผลต่อความเข้มงวดของมาตรการควบคุมที่พรมแดน และยังเป็นแรงกดดันต่ออุปสงค์ต่อสินค้าไทย ในขณะเดียวกันนั้น การส่งออกไปยังเวียดนามที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง นำโดยรถยนต์และชิ้นส่วน สำหรับ TDI ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.1% และเมียนมา 22%

EIC CLMV

3 ปัจจัยหลักเศรษฐกิจ CLMV ฟื้นตัวปี 2564

  • ประสิทธิภาพของมาตรควบคุมการระบาด COVID-19 และความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง
  • ขนาดและประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (scarring effects) ระหว่างที่รอสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในภูมิภาค (herd immunity) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565
  • ปัจจัยเสี่ยงเฉพาะรายประเทศ เช่น ความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลลาว และสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ปะทุขึ้นในเมียนมา โดยแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ CLMV ในปี 2564 สามารถพิจารณาเป็นรายประเทศได้ดังต่อไปนี้

เศรษฐกิจเวียดนาม

ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย EIC คาดว่าจะเติบโตราว 7% ในปีนี้ จาก 2.9% ในปีที่ผ่านมา ด้วยแรงส่งจากการส่งออกที่ไปได้ดีและอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการที่สหรัฐอเมริกาที่ขึ้นบัญชีเวียดนามเป็นประเทศผู้บิดเบือนค่าเงิน ซึ่งแม้จะยังไม่มีมาตรการลงโทษเพิ่มเติม แต่ประเด็นดังกล่าวยังเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกเวียดนามในระยะข้างหน้า

เศรษฐกิจกัมพูชา

จะทยอยฟื้นตัวด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกไปจีนภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีจีนกัมพูชา (CCFTA) ซึ่งเพิ่งลงนามไป โดยคาดว่าจะกลับมาเติบโต 4% ในปีนี้ จากติดลบ 1.9% ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้สัดส่วนการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่สูงถึง 14% ของ GDP จะยังคงเป็นปัจจัยฉุดหลักต่อการฟื้นตัวของกัมพูชาจนกว่าจะมีวัคซีนใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาค

เศรษฐกิจลาว

ข้อจำกัดทางการคลังจะทำให้เศรษฐกิจลาวยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดย EIC คาดว่าจะเติบโต 4.5% ในปีนี้จากติดลบ0.5% ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลลาวยังเผชิญปัญหาบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ส่งผลให้ทางเลือกการระดมทุนเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จากจีนจะเป็นแรงพยุงสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจลาวในระยะต่อไป

เศรษฐกิจเมียนมา

EIC ปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจสำหรับเมียนมาลงมาที่ 0% ในปีงบประมาณ 2563/2564 จาก 1.5% ในปีงบประมาณ 2562/2563 และยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอยู่มาก เนื่องด้วยเมียนมาเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม CLMV ที่ยังเผชิญการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของเมียนมาเป็นความเสี่ยงสำคัญของภูมิภาคที่ต้องจับตามอง

ทั้งนี้แนวโน้มการคว่ำบาตรจากต่างชาติจะส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจเมียนมาและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าทั้งในด้านการค้าและการลงทุน คือ การคว่ำบาตรจากทั้งรัฐบาลต่างชาติและบริษัทเอกชนจะทำให้ภาคการส่งออก 26.4% ของ GDP รวมทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ 3.3% ของ GDP ของเมียนมาชะลอตัวลง

โดยล่าสุดนั้นสหรัฐฯ และยุโรป รวมกันคิดเป็น 20% ของมูลค่าส่งออกและ 14% ของ FDI กำลังพิจารณาประเด็นมาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมา ขณะเดียวกันประเทศในภูมิภาคเอเชียอาจมีโอกาสน้อยกว่าที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรทำให้การส่งออกสู่ประเทศเหล่านี้ เช่น จีนและไทยซึ่งมีสัดส่วนการส่งออก 32% และ 18% ของส่งออกเมียนมาทั้งหมดอาจได้รับผลกระทบไม่มากนัก

แต่จากสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนจากประเทศเหล่านี้ก็ยังอาจถูกชะลอออกไป 80% ของมูลค่า FDI เข้าเมียนมามาจากประเทศกลุ่มอาเซียน 60% มาจากสิงคโปร์และไทย ส่วนจีนอยู่ที่ 7% และญี่ปุ่น 5%

หากความขัดแย้งทางการเมืองและเชื้อชาติที่เกิดขึ้นยกระดับไปสู่การจลาจลและการปราบปรามที่รุนแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเมียนมาที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้วท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 รวมถึงค่าเงินจัตเมียนมาจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังจากประชาชนและภาคธุรกิจหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย

นอกจากนี้อาจได้รับแรงกดดันจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มซบเซาและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มากขึ้น โดยการส่งออกของไทยไปเมียนมา 1.8% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2562 จะยังคงได้รับแรงกดดัน จากมาตรการควบคุมการค้าที่ยังไม่แน่นอนและอุปสงค์ในประเทศเมียนมาที่ลดลง การลงทุนจากไทยในเมียนมา 1.6% ของ TDI ทั้งหมด น่าจะยังมีแนวโน้มชะลอตัว จนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความแน่นอนมากขึ้น

ปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด

สำหรับการประเมินผลกระทบในระยะต่อไป ได้แก่ 1.การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก 2.ความรุนแรงของความขัดแย้งทางการเมืองและการปราบปราม รวมไปถึงผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทาน และ 3.ความเปลี่ยนแปลงของนโยบายและกฎเกณฑ์ภายในประเทศเมียนมา

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.