เกียรตินาคินภัทร ชี้วิธีพลิกฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวไทย

0

SMmagonline-KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์โควิด-19 เป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสเพื่อเร่งปรับโครงสร้างและยกระดับ เพื่อสร้างโอกาสของการท่องเที่ยวไทย

4 มิติ สร้างโอกาส Tourism Business

Domestic Tourism

สถานการณ์โควิดสะท้อนความสำคัญของการท่องเที่ยวในประเทศ (Domestic Tourism) ในการพยุงธุรกิจท่องเที่ยวและภาคบริการในยามวิกฤต ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสและความไม่แน่นอนของการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การท่องเที่ยวในประเทศกลายเป็นกำลังหลักที่ช่วยพยุงธุรกิจท่องเที่ยวและบริการไว้

ขณะที่ความสนใจใช้สิทธิรับการอุดหนุนในโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่มีอยู่มาก สะท้อนให้เห็นความต้องการเดินทางเพื่อพักผ่อนของนักท่องเที่ยวไทย แม้ว่าการท่องเที่ยวในประเทศจะมีลักษณะที่เป็นการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (Weekend Travel) เป็นหลัก ซึ่งไม่เอื้อต่อการจ้างงานแบบเต็มเวลาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามนโยบายภาครัฐและการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเหลื่อมวันทำงานหรือเหลื่อมวันหยุด(Staggered Holidays) หรือการส่งเสริมให้ออกมาทำงานนอกบ้านในโรงแรมหรือสถานประกอบการที่ผ่านมาตรฐานสุขอนามัย (Work From Anywhere หรือ Workation) ตามลักษณะและความจำเป็นของงาน นอกจากจะช่วยลดความแออัดในสถานที่ทำงานและแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสาเหตุของการแพร่เชื้อแล้ว

อีกทั้งยังจะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมรักษาการจ้างงานไว้ได้ในระยะสั้นและระยะกลาง และเป็นการเตรียมความพร้อมด้านทักษะการทำงานของพนักงานในองค์กรเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น (Agile Workplace) ในอนาคตอีกด้วย

Extended Staycation

แนวโน้มการท่องเที่ยวกึ่งพักอาศัยระยะยาว (Extended Staycation) ของชาวต่างชาติสามารถทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวในเชิงคุณภาพ ชดเชยการเดินทางเพื่อธุรกิจหรือการประชุมสัมมนา (MICE) ที่จะลดลงอย่างมาก ที่ผ่านมาเป้าหมายการท่องเที่ยวไทยเน้นการเติบโตเชิงปริมาณเป็นหลัก จากการตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติจะต้องเข้ามาเมืองไทยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2562 มีจำนวนกว่า 39.8 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรไทย 67 ล้านคน

การเติบโตในเชิงปริมาณโดยไม่ให้น้ำหนักเพียงพอต่อคุณภาพทั้งในเชิงการใช้จ่ายต่อหัวหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ยั่งยืน ไม่กระจายตัว และส่งผลเสียต่อทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หนาแน่นมากเกินไปในเฉพาะพื้นที่ (Over-Tourism)

สถานการณ์โควิด-19 จึงเป็นโอกาสในการเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น  และอาจเกิดขึ้นได้จากการท่องเที่ยวกึ่งพักอาศัยระยะยาวของชาวต่างชาติในประเทศ (Extended Staycation) จากแนวโน้มการเดินทางข้ามพรมแดนที่ยากลำบากขึ้นหลังโควิด-19

นอกจากการเข้าพักระยะยาวจะสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นแล้วนักท่องเที่ยวกึ่งพักอาศัยกลุ่มนี้ยังอาจกลายมาเป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะ (Talents) ให้กับเศรษฐกิจไทย ในยุคที่การทำงานทางไกล (Remote Work) และวิถีเศรษฐกิจอิสระ (Gig Economy) เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

และยังสามารถชดเชยแนวโน้มการหดตัวอย่างมากของการเดินทางเพื่อการประชุมสัมมนาหรือ MICE (ราว 3% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในไทย) หรือเพื่อติดต่อธุรกิจ (Business Travel) ในยุคหลังโควิด จากการถูกแทนที่ด้วยการประชุมทางไกลออนไลน์ (Teleconference) ที่เป็นที่คุ้นเคยมากขึ้นแล้วอีกด้วย

E-Tourism Platform

อายุเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวที่ลดลงเป็นโอกาสในการพัฒนา E-Tourism Platform สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดส่งผลให้อายุเฉลี่ยของผู้เดินทางท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการสำรวจของ Fuel Travel Company ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการทำตลาดโรงแรม พบว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Y หรือ Millennials (เกิดระหว่างปี2524- 2539) พร้อมที่จะกลับมาเที่ยวเร็วกว่าและมีความกังวลน้อยกว่ากลุ่ม Gen X ที่กำลังมีครอบครัว และ Baby Boomers ที่เป็นผู้สูงอายุและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคสูง

ดังนั้นนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มจะกลับมาเดินทางก่อนเป็นกลุ่มแรก จึงจะเป็นกลุ่ม Gen Y หรือ Millennials ที่มีความคุ้นเคยต่อการใช้งานและหาข้อมูลออนไลน์สูง รูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป (New Normal)

ทั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการยกระดับความพร้อมของเครือข่าย ICT และพัฒนา E-Tourism Platform เพื่อให้ตรงความต้องการ (Relevance) อำนวยความสะดวก (Convenience) หรือลดความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี (Experience)

นับตั้งแต่ การเลือกและจองโรงแรม (Smart Booking) การวางแผนเดินทาง (Smart Planning) การซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ต่าง ล่วงหน้าผ่านสมาร์ตโฟน (Smart Ticketing) ไปจนถึงการแนะนำหรือจำกัดผู้เข้าชมตามช่วงเวลา (Timed and Monitored Visit) หรือการแนะนำเพื่อปรับปรุงการให้บริการ (Smart Feedback)

ตัวอย่างที่เริ่มเห็นบ้างแล้วเช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ได้เปิดตัวโครงการ Thailand Smart Tourism ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาและจัดทำแพลตฟอร์มเพลินไทยหรือ Smart Map Platform  เพื่อเข้าถึงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้าและสถานที่ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว นำร่อง 13 เขตในกรุงเทพมหานคร เพื่อปรับตัวให้เข้ากับกระแสของความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

Health and Wellness Destination

การยกระดับด้านสุขอนามัยของธุรกิจท่องเที่ยวส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในการเป็น Health and Wellness Destination ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 6 ของโลกในด้านความมั่นคงทางสุขภาพจากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins (Global Health Security Index 2562) ขณะที่มีความรุนแรงของสถานการณ์โควิด-19 ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก (Global COVID-19 Index, PEMANDU) ซึ่งถือเป็นลำดับต้นเมื่อเทียบกับระดับรายได้ประชาชาติ

การยกระดับสุขอนามัยของภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะในด้านการทำความสะอาดเชื้อในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงการแสดงขั้นตอนการรักษาสุขอนามัยที่โดดเด่นจากการสำรวจของAgoda ประกอบกับภาครัฐมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางสุขอนามัยหรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA)

ขณะที่ภาคเอกชนก็ร่วมมือกันทำโครงการ Thailand Hygiene Plus Initiative (THPI) ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในด้านสุขอนามัย ที่สามารถนำมาต่อยอดในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยในการเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวและการพักผ่อนเชิงสุขภาพได้

KKP Research

สร้างโอกาสใหม่ๆ

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต หากไทยยังต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวต่อไปภายหลังโควิด-19 จำเป็นต้องสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ (Alternative Tourism) ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากการท่องเที่ยวแบบปกติที่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นหลัก (Mass Tourism)

ทั้งนี้ให้ความสำคัญกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่หลากหลายและแตกต่าง (Diverse and Different) เพิ่มมากขึ้นแทนที่การส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในมิติเดิมที่เน้นสถานที่ท่องเที่ยวเป็นตัวชูโรง ทั้งนี้ KKP Research ประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวไทยมีความสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวได้

5 ด้านศูนย์กลางไทยทำได้

1. การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) หลายปีที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นการขยายตัวของเทรนด์สุขภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจำนวนของคนวัยเกษียณที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพขยายตัวเป็น 2 เท่าของการท่องเที่ยวทั่วไปในตลาดโลก ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเอเชีย

โดยมีดัชนีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ที่ลำดับ 17 จาก 46 ประเทศทั่วโลก จากการจัดอันดับของ The International Healthcare Research Center ในปี 2020-2021 ประกอบกับที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2010-2019 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไปที่เดินทางเข้าประเทศไทย ขยายตัวกว่า 15% ต่อปี และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 22% ของนักท่องเที่ยวที่มาไทยทั้งหมด

นอกจากนี้  ไทยยังมีความโดดเด่นในด้านการแพทย์ โดยประเทศไทยมีจำนวนโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า 1,000 แห่ง และมีสถานพยาบาลกว่า 61 แห่ง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Joint Commission International (JCI) จากสหรัฐฯซึ่งมีจำนวนสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

KKP Research

อย่างไรก็ตาม ลำดับของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย ยังถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชียที่มีจำนวนสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก JCI น้อยกว่า เช่น สิงคโปร์ (อันดับ 1 ของโลก) มี 7 แห่ง, ญี่ปุ่น (อันดับ 3) มี 31 แห่ง, ไต้หวัน (อันดับ 16) มี 13 แห่ง เป็นต้น จึงสะท้อนโอกาสที่ไทยจะสามารถยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต่อไปได้อีกในอนาคต

2. การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Culinary Tourism) รายได้จากการท่องเที่ยวไทยทั้งหมดกว่า 20% มาจากค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหารถือเป็นหนึ่งในมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยมาหลายยุคหลายสมัย ไทยจึงมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความชื่นชอบในอาหารไทย โดยการแสวงหาความเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่นเพื่อนำมาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

ตัวอย่างจาก ไร่ไวน์ในอิตาลี ฝรั่งเศส หรือสหรัฐอเมริกาที่มีกำหนดพื้นถิ่นเพาะปลูก (Appellation of Origin) และส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวได้ หรืออาหารประจำถิ่นญี่ปุ่น อาทิ ชาเขียวของเมืองอูจิ ทาโกยากิของโอซากา หรือพิซซ่าญี่ปุ่นของฮิโรชิมา ที่เป็นที่รู้จักและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ได้

โดยไทยมีจุดแข็งในด้านพันธุ์ข้าว สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมโฮมสเตย์เพื่อสร้างรายได้เสริม ,สมุนไพร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อีกทั้งรูปแบบการรับประทานอาหารประจำภาค เช่น ขันโตกในภาคเหนือ) ที่มาเสริมสร้างประสบการณ์นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

3. การท่องเที่ยวราตรีที่ปลอดภัย (Safe Nightlife Tourism) ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมายังประเทศไทยคือการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าตื่นเต้นและไม่มีวันหลับไหล หรือสามารถเที่ยวได้ทั้ง 24 ชั่วโมง และไทยก็มีมูลค่าของเศรษฐกิจกลางคืนค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั้งที่วัดได้จริงและไม่สามารถประเมินได้ และครอบคลุมตั้งแต่ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่ง อาหารริมทาง ไปจนถึงสถานบันเทิงต่างๆ

ล่าสุดในปี 2562 CNN จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 11 เมืองท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่ดีที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามหนึ่งในปัญหาสำคัญของการท่องเที่ยวราตรีของไทยคือความกังวลเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งภาครัฐควรมีแนวทางและมาตรการพัฒนาเศรษฐกิจราตรีอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในระยะยาว

KKP Research

4. การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทยคือการชื่นชมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมาย ซึ่ง KKP Research มองว่ายังคงสามารถเสริมสร้างประสบการณ์ในการเข้าชมได้อีกผ่านการใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งในด้านการซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้า การระบุเวลาเข้าชมเพื่อแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวหนาแน่น การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality และVirtual Reality เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างประสบการณ์เสมือนจริง รวมไปถึงการเปิดให้เข้าชมในช่วงเวลากลางคืน

นอกจากนี้ ความสนใจในด้านวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย (Contemporary Culture) ผ่านการรับรู้จากภาพยนตร์ต่างประเทศ เช่น The Hangover (2552) หรือภาพยนตร์ไทยที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ เช่น บุพเพสันนิวาส (2561) ฉลาดเกมส์โกง (2560) เป็นต้น สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมเกาหลีร่วมสมัยผ่านละคร (K-drama) หรือดนตรี (K-Pop) ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้มหาศาล

5. การท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม (Focus Tourism) การท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มเป็นแนวโน้มการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตสูงและเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจในด้านขนบ วัฒนธรรม หรือธรรมเนียมปฏิบัติของนักท่องเที่ยวหรือประเทศต้นทาง KKP มองว่าการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันได้และเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่

Halal Tourism หรือท่องเที่ยวฮาลาล ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายถึง 11.6% ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั่วโลก (2561) และขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการจัดอันดับของ Global Muslim Travel Index (GMTI) ที่ร่วมจัดทำโดย Mastercard ในปี 2562 ไทยเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ใน 10 ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวนอกกลุ่มประเทศมุสลิม ถือว่าไทยมีแต้มต่อในด้านการท่องเที่ยวอยู่บ้างแล้ว

การท่องเที่ยวฮาลาลจึงเป็นการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่ไทยไม่ควรมองข้ามและควรสร้างสรรค์รูปแบบการท่องเที่ยวให้เข้ากับรูปแบบและธรรมเนียมปฏิบัติของชาวมุสลิม อาทิ การรองรับครอบครัวใหญ่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงการยกระดับมาตรฐานฮาลาล เป็นต้น

LGBTQ+ Tourism หรือการท่องเที่ยวของเพศทางเลือก จากข้อมูลของ UNWTO (2561) คาดว่านักท่องเที่ยวกลุ่ม L-GBTQ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5-10% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างถี่และใช้จ่ายมากกว่าค่าเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ โดยปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ผ่านกฎหมายคู่ชีวิตที่เปิดกว้างต่อการแต่งงานกันของเพศทางเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยจะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ ได้มากขึ้น จากเดิมที่ไทยมีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นประเทศที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายทางเพศและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มLGBTQ อยู่แล้ว ซึ่งหากภาคธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมีความเข้าใจด้านละเอียดอ่อนของเพศทางเลือก (Gender Sensibility)  จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นได้

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.