จริงหรือที่ว่าธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เป็นตลาดปลาใหญ่กินปลาเล็ก

0

SMmagonline- อุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยรองจากอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยขนาดที่ใหญ่ถึง 17% ของ GDP

ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) และ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิม (Traditional Trade) 

ซึ่ง Modern Trade ถือเป็น ผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมในระยะหลัง เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น ส่วนลักษณะของ Traditional Trade ก็จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วไป ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และร้านขายของชำ เป็นต้น

ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่ผ่านมา NPL ของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 โดย 3 ใน 4 เป็น NPL ที่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งมี NPL ratio สูงถึง 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่ให้แก่ร้านค้าขนาดเล็ก หรือเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับกรณีร้านค้าขนาดใหญ่ ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของร้านค้าขนาดเล็กที่อยู่ในระดับสูงและสูงขึ้นต่อเนื่องนั้นยังเกิดขึ้นกับร้านค้าในแทบทุกประเภท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

3 ตัวแปรทำให้รายเล็กสู้ไม้ได้ 

ล่าสุด  KKP Research มองว่า 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจร้านค้าเล็กไม่สามารถแข่งขันหรือปรับตัวได้เทียบทันกับธุรกิจร้านค้าใหญ่ ได้แก่

  1. สนามแข่งขันไม่เท่ากัน

รายได้ของร้านค้าขนาดเล็กซึ่งส่วนมากเป็นร้านค้าแบบ Traditional Trade ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการเข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ของร้านค้า Modern Trade ผ่าน 2 รูปแบบของการขยายธุริกจ

  • การขยายสาขาแบบเชิงรุกในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมกับการปรับโมเดลธุรกิจให้ตอบโจทย์คนในพื้นที่มากขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กซึ่งเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาและถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของร้านค้า Traditional Trade ด้วยคุณลักษณะที่เหมือนกันแทบทุกประการ แต่ต่างกันตรงระบบบริหารจัดการที่ดีและทันสมัยกว่าซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหลักในการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้
  • การควบรวมกิจการระหว่างผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะการควบรวมกันของกิจการใหญ่ เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับกิจการภายหลังการควบรวมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มอำนาจตลาดให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนของตลาดจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค (Monopoly power) และในตลาดจัดหาสินค้าจากผู้ผลิต (Monopsony power)

  1. ขนาดตลาดที่เล็กลง + ขาดโอกาสในการปรับตัว

นอกจากภาวะการแข่งขันในประเทศที่สูงขึ้นแล้ว เศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลง โครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงรวดเร็ว ประกอบกับระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ต่างเป็นปัจจัยฉุดรั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ อาจทำให้รายได้ของธุรกิจได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลง

ด้วยสาเหตุนี้ จึงเห็นผู้ค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่หลายราย นอกจากการทำโปรโมชั่นราคาพิเศษเพื่อรักษาส่วนแบ่งรายได้ในประเทศแล้ว ยังพากันกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการขยายสาขาในต่างประเทศเพื่อเพิ่มช่องทางให้กับรายได้ เช่น การขยายสาขาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CMLV ที่กำลังเติบโตได้ดี

  1. ออฟไลน์ vs. ออนไลน์

คู่แข่งของร้านค้าขนาดเล็กไม่ได้มีแค่การขยายสาขาของธุรกิจขนาดใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายตัวของร้านค้าที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ ธุรกิจ “e-Commerce” ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2020 ตลาด e-Commerce ในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ 6,814 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ที่ 524 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 29%

ในระยะข้างหน้า ตลาด e-Commerce ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้การเติบโตของ e-Commerce ในไทยเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

ส่วนแบ่งรายได้ของร้านค้าขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนักมาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 และไม่สามารถแข่งขันด้านราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดภายในประเทศได้ เนื่องจากต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงกว่า และขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ อีกทั้งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะกระโดดไปหาตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศเช่นเดียวกับธุรกิจรายใหญ่ ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กนอกจากจะถูกกดดันจากขนาดของตลาดในประเทศที่เล็กลงและการแข่งขันด้านราคาจากรายใหญ่แล้ว ยังไม่สามารถปรับตัวเพื่อหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในต่างประเทศได้นั่นเอง

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

 

Share.