จับกระแส มองอนาคต Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลที่มาแรงที่สุดในตอนนี้

0

SMmagonline- ตอนนี้คงไม่มีอะไรที่ฮอตไปกว่า Bitcoin เพราะมูลค่าที่โตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งถ้าหากนับตั้งแต่ต้นปี 2020 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ราคาของสกุลเงินดิจิทัลนี้ ได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 500% ซึ่งอนาคตของ Bitcoin จะยังคงสดใสอย่างเช่นที่ผ่านมาหรือเปล่า?

ล่าสุดทางด้าน  Economic Intelligence Center (EIC) ได้วิเคราะห์ ความท้าทายสำหรับ Bitcoin ตลอดจนสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ในอนาคต ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักลงทุนในกลุ่มที่มองหาสินทรัพย์ลงทุนทางเลือก

ทั้งนี้ ทาง EIC เชื่อว่า ความท้าทายหลักที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีอยู่ 2 ตัวแปรสำคัญ

1. Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่เป็นตัวแทนการชำระเงินอื่น ๆ

ต้องยอมรับว่าจนถึงปัจจุบัน Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง และกำลังซื้อในอนาคตส่วนใหญ่ยังคงมีเป้าหมายเพื่อการเก็งกำไรอยู่ เมื่อเปรียบเทียบความผันผวนของสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น ทองคำ หุ้น หรือพันธบัตรรัฐบาล Bitcoin มีความผันผวน (Volatility) ที่สูงกว่าดัชนีหุ้น S&P500 ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ที่ 2, 4 และ 14 เท่า เป็นสาเหตุให้นักลงทุนสนใจลงทุนเพราะมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น (แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงกว่าเช่นกัน)

เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการถือครอง Bitcoin ในแต่ละบัญชีพบว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นการถือครองระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี โดยในปี 2020 จำนวนบัญชีที่ถือครอง Bitcoin มากกว่า 5 ปีมีเพียง 22% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด ขณะที่จำนวนบัญชีที่ถือครอง Bitcoin น้อยกว่า 1 ปีมีถึง 42% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด

สะท้อนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมอง Bitcoin เป็นการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการถือครองเพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

ที่สำคัญคือ ต้องยอมรับว่า Bitcoin ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจสำหรับการเป็นตัวแทนการชำระเงินหรือการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว และเป็นข้อจำกัดของการเข้ามาของบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนสถาบันเป็นวงกว้าง ทว่าหากในอนาคตเมื่อมีผู้เล่นในตลาด Bitcoin เพิ่มขึ้นและมีสภาพคล่องที่มากขึ้นก็อาจมีความเป็นไปได้ที่ความผันผวนดังกล่าวจะลดลงในอนาคต

2. ความไม่แน่นอนในการกำกับดูแลจากภาครัฐ

อนาคตของ Bitcoin ขึ้นอยู่กับการยอมรับ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลของภาครัฐในแต่ละประเทศทั่วโลก กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศต่างต้องการให้ Bitcoin อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมากขึ้น ซึ่งทางเลือกนโยบายที่เป็นไปได้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ทางเลือก ได้แก่
1) ภาครัฐสร้างสภาพแวดล้อมการกำกับดูแลที่ก่อให้เกิดความไว้วางใจในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น
2) ภาครัฐไม่ไว้วางใจ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จนนำไปสู่มาตรการขัดขวางการใช้สินทรัพย์ดังกล่าว
3) ภาครัฐสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง เพื่อเป็นตัวกลางการชำระเงินรูปแบบใหม่
ทาง EIC ได้วิเคราะห์ว่า ภาครัฐเริ่มยอมรับ Bitcoin ในแง่สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก แต่ยังไม่ไว้วางใจให้ Bitcoin เป็นตัวกลางการชำระเงิน ในปัจจุบันภาครัฐมีมุมมองต่อ Bitcoin ออกเป็น 2 รูปแบบตามวัตถุประสงค์ของการถือครอง ได้แก่ สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก กับตัวกลางการชำระเงิน
ซึ่งภาครัฐมีนโยบายการกำกับทั้งสองรูปแบบที่แตกต่างกัน นั้นคือ สำหรับด้านสินทรัพย์ลงทุนทางเลือก หลายประเทศเลือกใช้นโยบายทางเลือกที่ 1 ที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการกำกับดูแล เพื่อให้ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และไทย เป็นต้น
ในทางกลับกัน รัฐบาลส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ Bitcoin สำหรับการเป็นตัวกลางการชำระเงิน เนื่องจาก Bitcoin ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงอาจเป็นช่องโหว่ในการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้ และการยอมรับ Bitcoin อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงินในอนาคตได้
ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลเลือกใช้นโยบายทางเลือกที่ 2 คือ ออกมาตรการขัดขวางการใช้ Bitcoin สำหรับการชำระเงิน หรือนโยบายทางเลือกที่ 3 คือ รัฐบาลแต่ละประเทศออกสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาเอง เพื่อรวมข้อดีของเทคโนโลยี Blockchain ของ Bitcoin และเสถียรภาพด้านราคาของสกุลเงินดั้งเดิมเข้าด้วยกัน โดยไม่สูญเสียอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงินอีกด้วย เช่น ธนาคารกลางจีนได้ออกเงินหยวนดิจิทัล ซึ่งผูกไว้กับเงินหยวนในอัตรา 1:1 เพื่อนำมาใช้แทนที่การใช้เงินในรูปแบบเงินสด เป็นต้น
การกำกับดูแลจากภาครัฐที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลดีในระยะยาวในแง่สินทรัพย์ลงทุนทางเลือก แต่การขัดขวางหรือการทำสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลอาจส่งผลให้บทบาทของ Bitcoin ในแง่ของการตัวกลางการชำระเงินลดลง
ที่ผ่านมาราคา Bitcoin มีความอ่อนไหวกับมาตรการภาครัฐในทางลบค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระจากการกำกับของภาครัฐค่อนข้างมาก หากภาครัฐเข้ามากำกับดูแลมากขึ้น อาจทำให้ผู้ถือครองรายใหญ่เทขาย Bitcoin ออกมาจำนวนมาก ซึ่งสร้างความผันผวนแก่ตลาดในระยะสั้น แต่กฎระเบียบย่อมเป็นผลดีในระยะยาวต่อการยอมรับของบริษัทและนักลงทุนสถาบันในวงกว้างมากขึ้น ในทางกลับกันมาตรการขัดขวางการใช้ Bitcoin และการทำสกุลเงินดิจิทัลของรัฐบาลอาจส่งผลให้บทบาทของ Bitcoin ในแง่ของการเป็นตัวกลางการชำระเงินในระยะยาวลดลง จนทำให้กำลังซื้อ Bitcoin เพื่อใช้ในการชำระเงินลดลงในอนาคต
สรุปแล้วทาง EIC เชื่อว่า Bitcoin ยังมีอายุไม่มากนัก ซึ่งยังต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองอีกมากในการบรรลุเป้าหมายทั้งในแง่ของการเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกหรือตัวกลางการชำระเงิน การเข้ามาของบริษัทและนักลงทุนสถาบันในรอบนี้จะช่วยเร่งกระแสความนิยมของ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสูงขึ้นจนสร้างเสถียรภาพราคาในตลาดได้ และนำไปสู่เป้าหมายของการเป็นสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกหรือแม้กระทั่งตัวกลางการชำระเงินในอนาคตได้ ซึ่งระหว่างทางยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากกฎระเบียบของภาครัฐแต่ละประเทศและการแข่งขันจากสกุลเงินดิจิทัลโดยรัฐบาลเอง

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.