ส่องตลาด EV ไทย อะไรคือปัจจัยเร่งการเติบโต

0

SMmagonline-KKP Research เปิดบทวิเคราะห์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เผยยอดขาย EV ทั่วโลกทะลุ 3 ล้านคัน แม้ตลาดรถยนต์ทั่วโลกหดตัว พร้อมชี้ตลาด Plug-in EV ไทย เล็กแต่เติบโตสูง

ทศวรรษแห่งการปฏิวัติ EV

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle: EV) ขยายตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับยอดขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยรถยนต์ที่สามารถ Plug-in EVs ในปี 2561 มียอดขายทะลุ 2 ล้านคัน

ส่วนในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 2.3 ล้านคัน และยอดขายทะยานขึ้นเป็น 3.2 ล้านคันในปี 2564ที่ผ่านมา คิดเป็นการขยายตัวถึง 43% สวนทางตลาดรถยนต์โดยรวมที่หดตัวเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

KKP Research

ทั้งนี้ การรับรู้ถึงประโยชน์ของรถ EV ทั้งในแง่ความประหยัดค่าเชื้อเพลิง ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแรงจูงใจและมาตรการจากภาครัฐ ทำให้หลายสำนักวิจัยมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ทศวรรษแห่งการปฏิวัติ EV”  หรือ EV Revolution ในระหว่างปี 2563-2572

โดย KKP Research ประเมินว่า ยอดขาย EV ทั่วโลกอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 14 ล้านคันในปี 2568 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะเริ่มลดลงเป็นการถาวรหลังแตะระดับ 103 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570 จากการเสื่อมความนิยมของรถ ICE ที่จะถูกแทนที่ด้วย EV

KKP Research

สำหรับมาตรการภาครัฐมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของยอดขาย EV โดยเฉพาะในยุโรปและจีน การให้ความสำคัญของภาครัฐต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งนำมาสู่มาตรการสนับสนุนที่ต่อเนื่องมาจากข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ EV เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยุโรป โดยเฉพาะในแถบยุโรปเหนือเช่น นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงจีนที่ปัจจุบันเป็นตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดของโลก

อีกทั้ง หลายประเทศกำหนดนโยบายส่งเสริม EV มีมาตรการจูงใจผู้บริโภค เช่น การให้เงินอุดหนุนเพื่อซื้อ (EV purchase subsidy) อนุญาตให้วิ่งบน Tollways ได้ฟรี หรือสามารถเข้าเขตเมืองที่มีการจำกัดการจราจรได้ ไปจนถึงการกำหนดมาตรการบังคับด้านการปล่อยคาร์บอน (Carbon emissions) ซึ่งส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิต EV ทดแทนรถยนต์ทั่วไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ 11 ประเทศสมาชิกทั่วโลกในกลุ่ม Clean Energy Ministerial ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายรถยนต์รวมกันถึง 49% ของตลาดรถยนต์โลก ได้ร่วมลงนามในโครงการ EV30@30 ที่กำหนดเป้าหมายให้แต่ละประเทศมียอดขาย EV เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของยอดขายรถทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องปรับลดการผลิตรถยนต์ทั่วไปลงเพื่อรองรับอนาคตตลาดรถยนต์โลกที่จะเปลี่ยนไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า

ตลาด Plug-in EV ไทย เล็กแต่เติบโตสูง

โดยยอดขาย EV ในไทยเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับภาวะตลาดรถยนต์โดยรวม แต่ยังมีจำนวนน้อย สิ้นปี 2563 รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารวมรถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่วิ่งบนท้องถนนมีปรมาณ 181,000 คัน โดยเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์ไม่เกิน7 ที่นั่ง ซึ่งคิดเป็น 1.7% ของยอดรถจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 10.4 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม ตลาดรถพลังงานไฟฟ้ามีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเฉลี่ย 34% ต่อปีตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แม้ในที่แล้วตลาดรถยนต์ใหม่ในไทยหดตัวถึง 21% จากผลกระทบของโควิด-19

แต่ตลาดรถพลังงานไฟฟ้ายังคงขยายตัวเป็นบวกถึง 13% และสัดส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขยับขึ้นเป็น 5.5% ของยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง แม้กว่า 90% ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่จะอยู่ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริดที่ไม่จัดอยู่ใน EV ตามความหมายสากล แต่ก็สะท้อนถึงความสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของผู้บริโภคไทยในแง่ของการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

KKP Research

โดยประเมินว่า EV กำลังเป็น Megatrend ในไทยตามไปกับกระแสโลก ซึ่งความสนใจซื้อ EV ในไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจาก

  • การรับรู้และเข้าใจด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
  • ปัญหา PM2.5 ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นแหล่งกำลังซื้อหลัก
  • กระแสข่าวการกำหนดเงื่อนเวลาที่จะยุติการขายรถ ICE ในประเทศพัฒนาแล้วและจากฝั่งผู้ผลิตดั้งเดิม (traditional OEM manufacturers) และการขยายฐานการผลิตและการทำตลาดในเอเชียของผู้ผลิต EV ล้วนอย่าง Tesla รวมถึง
  • การเปิดตัว BEV นำเข้าทั้งคันในไทยโดยค่ายรถยนต์จากจีนในราคาที่พอจับต้องได้ และ PHEV รุ่นใหม่จากค่ายรถยนต์ฝั่งยุโรป พัฒนาการดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคไทยมองว่า EV เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้นและจะเป็นตัวเลือกสำคัญในการซื้อรถในครั้งต่อไป

จากการสำรวจของ Frost & Sullivan ร่วมกับ Nissan พบว่า 43% ของกลุ่มตัวอย่างในไทยตั้งใจจะซื้อรถคันใหม่เป็น EV ภายใน 3 ปีข้างหน้า และมีเพียง 6% เท่านั้นที่ยังไม่สนใจซื้อ EV และล่าสุด คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติมีข้อเสนอให้รถที่จดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ปี 2578 เป็นต้นไป ต้องเป็นรถที่ไม่ปล่อยไอเสีย 100% (ZEV: Zero-Emissions Vehicles) เท่านั้น แม้จะเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก แต่ก็สะท้อนถึงความสนใจของภาครัฐต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และอาจหนุนให้ความต้องการในประเทศเร่งตัวขึ้น

KKP Research

โดย KKP Research คาดว่ายอดขาย EV ในไทยจะแตะระดับ 2 หมื่นคันได้ภายในปี 2566 หรือคิดเป็น 3% ของยอดขายรถยนต์นั่ง จากในปี 2563 ที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง รวมเฉพาะ BEV และ PHEV อยู่ที่ราว 3,700 คันหรือประมาณ 0.7% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งรวม

ทั้งนี้ส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นในระยะแรกจะมาจากกลุ่มลูกค้าที่สนใจหรือครอบครองรถ  HEV อยู่เดิม ท่ามกลางจำนวนรุ่นรถ EV (BEV และ PHEV) ที่มีตัวเลือกหลากหลายมากขึ้น กระทั่งยอดขาย EV แตะระดับนัยสำคัญที่ 20,000 คัน มากกว่ายอดขายรถตู้ในประเทศทั้งปี และเป็นระดับที่สามารถสร้าง Critical mass ได้ในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ภายหลังปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่เข้าสู่รอบใหญ่ของการซื้อรถยนต์เพื่อทดแทนรถคันเดิม การขยายตัวของตลาด EV อาจเป็นไปได้หลายกรณี คือ ในกรณีฐานที่ไม่มีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ สัดส่วน EV ในตลาดรถยนต์จะทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 15% ภายในปี 2573 หรือ ในกรณีที่ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม สัดส่วนดังกล่าวจะเร่งตัวขึ้นเป็น 34% ในปี 2573

การเร่งตัวของตลาด EV

การเร่งตัวของตลาด EV จะเกิดขึ้นเมื่อค่าใช้จ่ายใช้งานปรับลงมาถึงจุดคุ้มค่าต่อผู้ใช้รถปกติได้ในปี 2566 แม้ว่าค่าใช้จ่ายของ EV ทั้งด้านพลังงานและการดูแลรักษาประจำปีจะต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ด้วยราคา EV ที่เฉลี่ยแล้วยังสูงกว่าในกลุ่มเดียวกันของปัจจุบัน จึงทำให้จุดคุ้มค่าของ EV จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อใช้งานถึงเกือบ 300,000 กิโลเมตรตลอดช่วงอายุการครอบครอง

โดยเป็นไปได้ยากสำหรับผู้ใช้รถทั่วไปที่โดยเฉลี่ยใช้รถไม่เกิน 25,000 กิโลเมตรต่อปี และครอบครองรถเฉลี่ย 6 ปีเท่านั้น การปรับราคาจำหน่ายของ EV ลงทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิต EV และแบตเตอรี่ ,การลดอัตรากำไร (profit margin) จากฝั่งผู้ผลิต และเงินสนับสนุนการซื้อ (subsidy) หรือการยกเว้นภาษีบางประเภทจากภาครัฐ ดังนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ EV สามารถเข้าสู่ตลาดได้ ซึ่งประเมินว่า EV ในไทยจะสามารถทำราคาสุทธิลงมาเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งานได้ในปี 2568

3 ปัจจัยสนับสนุนตลาด EV

EV ผลิตจีนทยอยเข้าไทยจากภาษีนำเข้า 0%

ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียนจีนส่งผลให้ EV นำเข้าจากจีนจะไหลเข้าสู่ไทยต่อเนื่อง ข้อตกลงระหว่างอาเซียนและจีนที่ลงนามกันในปี 2548 ก่อนเทคโนโลยี EV จะเริ่มเป็นที่รู้จัก ระบุให้ยกเว้นภาษีสำหรับการส่งออกและนำเข้าระหว่างกันในหมวดรถยนต์อื่น โดยมีผลตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา

ขณะที่อัตราภาษีศุลกากรปกติอยู่ที่ 80% นำเข้าทั้งคัน (Completely Built-Up: CBU) จากจีนจึงไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรจากการได้รับสิทธิยกเว้นในหมวดดังกล่าว และมีเพียงภาระค่าขนส่ง ประกันภัย ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น

ดังนั้น ตลาด EV ในไทยจะยังเชื่อมโยงแนบแน่นกับอุตสาหกรรม EV และส่วนประกอบของจีน ในระยะสั้นและระยะกลาง และ BEV หลายรุ่นจากจีนจะทยอยเปิดตัวในไทยเพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งรวมถึง BEV จากค่ายรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มาตั้งฐานการผลิตในจีนและอาจมาทำตลาดในไทยผ่านการนำเข้าจากจีนในระยะแรก

KKP Research

ราคาแบตเตอรี่ลดลงต่อเนื่อง

ราคา EV มีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่เป็นต้นทุนหลักของ EV โดยต้นทุนจากแบตเตอรี่คิดเป็นถึงประมาณ40% ของราคารถ EV ในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านแบตเตอรี่ที่ล้ำหน้ามากขึ้นทั้งในแง่ความหนาแน่นและสมรรถนะประกอบกับการประหยัดทางขนาดจากการผลิตปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาแบตเตอรี่ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในปัจจุบันถูกลงถึง 9 เท่านับจากปี 2553

ขณะที่คาดว่าราคาแบตเตอรี่จะทยอยลดลง 9% ต่อปีในระยะ 5 ปีจากนี้ นอกจากนี้ ในบรรดาผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับ EV 10 อันดับแรกล้วนแล้วแต่เป็นผู้ผลิตในฝั่งเอเชีย และเป็นผู้ผลิตจากจีนอยู่ถึง 4 ราย การส่งผ่านจากราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงไปสู่ผู้บริโภคในไทยผ่านการนำเข้า EV ทั้งคันจากจีนจึงมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้เร็ว

EV ตอบโจทย์ PM2.5

ปัญหามลภาวะทางอากาศส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชนชั้นกลางในเมือง ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความตื่นตัวต่อประเด็นทางสิ่งแวดล้อมเริ่มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงปัญหา PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.