สำรวจผลกระทบพิษโควิค -19 ระลอก 3 ที่คนไทยติดเพิ่มขึ้นทุกวัน

0

SMmagonline – ล่าสุด อิปซอสส์ เผยผลวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ความคิดเห็น และพฤติกรรมของผู้คนอาเซียน รวมถึงคนไทย อันเป็นผลจากการต้องอยู่ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ถึง 3 ระลอก  

พิษโควิด ทำการตลาดค้าปลีกเปลี่ยนครั้งใหญ่  รายได้ครัวเรือน – พฤติกรรมการใช้จ่าย – กิจกรรมไลฟ์สไตล์ – ความกังวล และ ความต้องการการดูแลจากรัฐ เปลี่ยนไปดังที่ไม่เคยเป็น

 ทั้งนี้ อุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด  และ อิษณาติ วุฒิธนากุล  ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ได้เปิดเผยถึงข้อมูลวิจัยชุดสำคัญที่เป็นประโยชน์ทั้งกับภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ กับผลการวิจัยเรื่อง  “วิถีชีวิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดใหญ่ ความคิดเห็น และพฤติกรรมของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องอาศัยท่ามกลางของการแพร่ระบาดของไวรัสถึง 3 ระลอก  ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

อุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ 

พร้อมชี้ให้เห็นทิศทางผลกระทบจากพิษโควิดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก รายได้ครัวเรือน พฤติกรรมการใช้จ่าย กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และความกังวลของผู้คนในอาเซียน รวมไปถึงความต้องการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความหวังที่แทบทุกคนต่างรอคอย

อิษณาติ วุฒิธนากุล

บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด

ซึ่ง อิษณาติ เปิดเผยว่า ข้อมูลวิจัยชุดนี้อิปซอสส์ตั้งใจทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมของผลกระทบจากโควิด 19 และเปิดเผยความเห็นของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและภาคธุรกิจโดยรวม โดยรายงานวิจัยชุดนี้ได้ทำการสำรวจในการระบาดของโควิดถึง 3 ระลอก ในช่วงเวลาดังนี้

  • เวฟที่ 1-เดือนพฤษภาคม      2563
  • เวฟที่ 2-เดือนกันยายน         2563
  • เวฟที่ 3-เดือนกุมภาพันธ์      2564

โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ประเทศละ 500 คน อันได้แก่ สิงคโปร์  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ประเทศไทย   ฟิลิปปินส์  และ เวียดนาม รวมทั้งสิ้น 3,000 คน สำหรับการศึกษาในแต่ละระลอก

รายงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงความคิดเห็นและความกังวลต่อสภาวะการณ์รวมของสถานการณ์โควิด 19  โดยรวมภายในภูมิภาค

  • สัดส่วนความกังวลของผู้คนในระดับสูงของการแพร่ระบาด ระลอก 1 อยู่ที่ 45% , ระลอก 2 อยู่ที่   50% และระลอก 3  อยู่ที่  49%

ส่วนอัตราความกังวลโดยรวมของคนไทยกับทั้ง 3 ระลอก พบว่ามีสัดส่วนที่  83%  77%  78%  ตามลำดับ

ส่วนรายได้ครัวเรือน และเงินออม เป็นประเด็นที่ผู้คนได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆ โดยในส่วนรายได้ครัวเรือน พบว่าในระลอกที่ 3  ผู้คนจากไทยมีรายได้ครัวเรือนลดลงในอัตรา 80%

ในส่วนของเงินออมพบว่าคนไทยหากเปรียบเทียบระหว่าง เวฟ 2 และ เวฟ 3 จะพบว่า

                                                         เวฟ2                     เวฟ3

คนที่มีเงินออมเพิ่มขึ้น                         5%                       3%

ไม่เปลี่ยนแปลง                                  17%                     17%

ลดลงน้อยกว่า 10%                           20%                     20%

ลดลงมากกว่า 10%-20%                  19%                     22%

ลดลงมากกว่า 20% – 50%                18%                     19%

ลดลงมากกว่า 50%                           21%                     20%

ทั้งนี้การสำรวจได้ตั้งคำถามว่าหากต่อไปรัฐบาลนำมามาตรการปิดกัดกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อระงับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในอนาคต คุณมีความกังวลต่อที่อาจเกิดขึ้นในระดับใด และเป็นกังวลว่าจะส่งผลต่อรายได้ของคุณหรือไม่

โดยพบว่าความกังวลของคนไทยในคำถามดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนในภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นความกังวลยังเพิ่มสูงขึ้นจากที่ระลอกที่ 1 อยู่ที่ราว  82%ถัดมาระลอกที่ 2 อยู่ที่ราว   81% และ ในตอนที่เกิดระลอกที่ 3 นี้มีความกังวลมากขึ้นไปถึง  83%

สำหรับความคิดเห็นและความกังวลที่ผู้คนมีต่ออนาคตของตนเอง ภายหลังที่ได้อยู่ร่วมกับโควิดมาเป็นเวลา 1 ปี พบว่า ผู้คนในภูมิภาคยังคงต้องต่อสู้และเป็นกังวลกับการใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งภาพรวมของคนทั้งภูมิภาค มีความเห็นที่รู้สึกดีกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตน ในอัตราเฉลี่ย 30%

ส่วนประเทศไทย มีอัตราต่ำสุดในกลุ่ม 6 ประเทศที่ทำการสำรวจ ที่อัตรา 11% และถือว่าเป็นอัตราที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงการระบาดในระลอก 2 เมื่อถามถึงแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่าผู้คนในภูมิภาค 42% มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตนจะดีขึ้น โดยสำหรับประเทศไทย เชื่อว่าจะดีขึ้น อยู่ราว 30%

โควิด กระทบวิถีชีวิตเปลี่ยน

การระบาดของ โควิด 19 สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตในสังคม ตลอดจนความกังวลด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คน ทั้งใน มาเลเซีย ไทย และ เวียดนาม ซึ่งต่างต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและกิจกรรมที่เคยทำตามนโยบาย Social Distancing โดยประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ต่างระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงการออกไปยังแหล่งชุมนุมที่มีคนมาก มาย  เช่น ยิม สถานบริการด้านกีฬา (Sport facility) แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนอีเว้นท์ต่าง ๆ

โดยผล การวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต และช่วงเวลาที่อยากออกไปทำกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ไปหาเพื่อนถึงบ้าน 36%
  • ใช้รถขนส่งมวลชน 33%
  •  ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร 28%
  •  ไปยิม – สถานออกกำลังกาย 21%
  • ท่องเที่ยวในประเทศ 19%
  • ไปงานพื้นบ้าน 14%
  • ท่องเที่ยวต่างประเทศ 9%

สำหรับคนไทยสิ่งที่คนไทยอยากทำทันทีก็คือ  –  ไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวถึงบ้าน / ใช้บริการขนส่งสาธารณะ / ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร / ไปยิม หรือ สถานออกกำลังกาย

สำรวจพฤติกรรมใช้จ่าย

ภายหลังการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 พบว่าผู้คนจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ จำนวนเงินที่ใช้ และไม่ใช้จ่ายกับของชิ้นใหญ่ๆ หรือแม้แต่การลองใช้สินค้าใหม่ๆ และอัพเกรด นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยหันมากักตุนอาหารและของใช้ส่วนตัวเพิ่มขึ้นช่วงการแพร่ระบาดระลอกที่ 3

จากสถิติผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคอาเซียนต่อกิจกรรมด้านการจับจ่ายใช้สอย โดยมีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อระบุถึงสัดส่วนทางพฤติกรรมในแต่ละข้อที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับช่วงการแพร่ระบาดระลอก 2 โดยพบผลดังนี้

ค่าเฉลี่ยทั่วอาเซียน       ประเทศไทย

+81%                                 +79%      ให้ความสำคัญกับจำนวนเงินที่จะจับจ่ายกับการช็อปปิ้ง
+72%                                 +74%     ไปห้างน้อยลง เพราะมาตรการ Social distancing
+29%                                 +35%      กักตุนอาหารและของใช้ส่วนตัว
-4%                                       -8%       ซื้อสินค้าและเลือกใช้แบรนด์ที่ปกติจะไม่ซื้อเลย
-43%                                   -19%      เลือกซื้อสินค้าในครัวเรือนที่มีราคาแพงกว่าปกติที่เคยซื้อ

ในภาพรวมพบว่าผู้คนอาเซียนกว่า 67% ยังไม่มั่นใจที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ อย่างบ้านหรือรถ โดยผู้คนเลือกจ่ายสิ่งที่จำเป็นกว่าก่อน  ส่วนการใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  จะถูกระงับไว้ก่อน

โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการที่จะซื้อและใช้นั้น ถูกสำรวจผ่านชุดคำถามว่า “คุณจะใช้มากขึ้น เท่าเดิม หรือ น้อยลง  เมื่อเทียบกับการใช้จ่ายช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด 19  และหลังการยกเลิกมาตรการจำกัดต่าง ๆ” พบว่า ผู้คนในอาเซียนเลือกใช้จ่ายกับ

  • การทำอาหารในบ้าน 42%
  •  ซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด 36%
  • ซื้อของใช้ส่วนบุคคล 27%
  • การท่องเที่ยว 20%
  • เสื้อผ้า 15%
  • ภัตตาคาร-ร้านอาหาร 12%
  • งานประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม 11%

ดิจิทัลมาแรง 

ส่วนกิจกรรมด้านดิจิทัลกลับมีความต้องการสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ การใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสด และสตรีมมิ่ง โดยโควิดทำให้นิสัยคนเปลี่ยนไป กลายเป็นว่ากิจกรรมบางอย่างมีการทำมากขึ้นกว่าช่วงปกติก่อนเกิดโรคระบาดอย่างเด่นชัด ได้แก่ การใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย ซื้อของออนไลน์ ใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสดเมื่อไปซื้อของในห้าง รับชมสตรีมมิ่ง และคอนเท้นท์ เช่น Netflix ฯลฯ เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น

ในทางตรงกันข้ามกิจกรรมบางอย่างถูกทำน้อยลงไปจนถึงไม่ทำเลย ได้แก่ สูบบุหรี่ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น ๆ และดื่มแอลกอฮอล์

โดยสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านอุปนิสัยส่วนตัวหลังจากเผชิญวิกฤตโควิด เปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดที่ทำให้การทำกิจกรรมด้านต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนไป  โดยจำแนกได้ดังนี้

อัตราส่วนแบ่งเป็น 4 ระดับ  คือ มากกว่าเดิม / เท่าเดิม / น้อยกว่า และ ไม่เคยทำ ตามลำดับ

64 – 27 – 8 -1%           ใช้เวลากับครอบครัว
54 – 34 – 10 – 2%      ใช้เวลาบน โซเชียลมีเดีย
57 – 26 – 14 – 4%      ซื้อของออนไลน์
54 – 32 – 9 -5%          ใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสด เมื่อไปซื้อของในห้างร้าน
42 – 33 – 11 – 15%    สตรีมมิ่ง คอนเท้นท์ (Netflix ฯลฯ)
30 – 44 – 17 – 9%      อ่านหนังสือหรือนิตยสาร
31 – 50 – 15 – 5%      ทำงาน-เรียนหนังสือ
33 – 36 – 23 – 9%      มองหางานอดิเรกใหม่ๆ
28 – 35 – 28 – 9%      ไปออกกำลังกาย-เล่นกีฬา
4 – 19 – 17 – 60%      สูบบุหรี่ หรือ ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น ๆ
5 – 18 – 29 – 48%      ดื่มแอลกอฮอล์
13 – 28 – 54 – 5%      ออกสังคมกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว

อยากเห็นมาตรการความปลอดภัยจากโควิด

อยู่อย่างปลอดภัยจากโควิด 19 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความคิดเห็นของประชากรในภูมิภาคนี้และคนไทย โดยเมื่อเปรียบเทียบความเห็นของคนทั้งอาเซียน ในการระบาดระลอก 2 และ 3 พบผลลัพธ์ดังนี้

  • การคุ้มครองอาชีพการงานจาก 21%  ลดลงสู่ 18%
  • ควบคุมราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 14% สู่ 15%
  • ปกป้องผู้คนจากภัยจากโควิด 19 เพิ่มขึ้นจาก 48% สู่  50%
  • ออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 16% สู่ 18%

ส่วนความคิดเห็นของคนไทย พบว่ามีอัตราการเรียกร้องสูงขึ้นใน 2 ประการที่สูงขึ้นจาก เวฟ2 ไปเวฟ 3  ได้แก่

-อยากให้รัฐปกป้องทุกคนจากภัยจากโควิด จาก เวฟ2 ในอัตรา 31% เป็น 38% ในเวฟ3

-ต้องการให้รัฐ ออกมาตรการสนับสนุนด้านการเงินให้ครัวเรือน เวฟ2 ในอัตรา 30% เป็น 33% ในเวฟ3

วัคซีน  ความหวังที่ผู้คนต่างรอคอย

ค่าเฉลี่ยของคนทั้งอาเซียนในอัตรา 41% ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะรับวัคซีนทันทีเมื่อมีโอกาส 38% ตั้งใจที่รับ มีเพียง 14% ที่อาจจะไม่รับ และอีก 7% ที่ปฏิเสธการรับวัคซีน

ประเทศไทยกับพบสัดส่วนความตั้งใจรับวัคซีนในทันทีที่อัตรา 35% ตั้งใจรับ 43% อาจจะไม่รับ 15% และปฏิเสธการรับวัคซีนที่อัตรา 7%

เมื่อนำผลที่เกิดขึ้นมาพิจารณาร่วมกับการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในผลข้างเคียงของวัคซีน ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียในประเทศไทย สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นที่ผู้คนชาวไทยมีต่อประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีให้เลือก ส่งผลให้ความตั้งใจในการรับวัคซีนลดลงกว่าที่ควรจะเป็น

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.