สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เรียนรู้ ปรับตัว อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง

0

SMmagonline –  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจาก Digital Disruption และต่อด้วยการเกิดวิกฤตโควิค-19 ที่เป็นตัวเร่งให้ภาคธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลดิจิทัลมารวดเร็วกว่า ที่คาด การดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม ๆ ไม่สามารถอยู่รอดได้ การบริหารจะต้องวางแผนและปรับรูปแบบดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อที่จะสามารถมองหาโอกาสและความเป็นไปได้ และให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคระยะข้างหน้า

ทั้งนี้ สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทำงานคลุกคลีกกับภาคเอกชนไทย มานาน ย้ำชัดถึงการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจไทยในยุคหลังโควิดว่า ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินธุรกิจรวมถึงการให้บริการ ขณะเดียวกันก็ต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์โควิด-19 ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมาเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนให้ Digital Technology เข้ามาอยู่ในชีวิตผู้คนทุกวัยอย่างรวดเร็ว พร้อมกับขยายภาพแนะการทำธุรกิจในยุคหลังจากโควิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใหญ่ กลางย่อม จำต้องปรับกระบวนการคิด และการทำงานหลายอย่าง ทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจสู่ออนไลน์มากขึ้น

การเพิ่มช่องทาง Omnichannel เป็นการผสมผสานช่องทางการสื่อสารทั้งแพลตฟอร์มออนไลน์และการขายหน้าร้าน (Offline) ให้เป็นหนึ่งเดียวบนแพลตฟอร์มที่เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้ทุกที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้เพิ่มขึ้นและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจาก Technology Disruption และโควิดได้ รวมถึงจากนี้ไปต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้นหันมาใช้ Local Suppliers มากขึ้น อุตสาหกรรมในภาคการผลิตกลับมาผลิตภายในประเทศ สร้างความสามารถในการพึ่งพาตัวเองและความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจ

รวมถึงต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ เพื่อให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพกระบวนการผลิตด้วยการ Lean Manufacturing เช่น การนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตซึ่งช่วยลดการใช้เวลาและเพิ่มความต่อเนื่องในการทำงาน ลดช่องว่างในกระบวนการที่ไม่จำเป็นในกระบวนการผลิตให้เกิด Flow และสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า (Create Value) และเน้นการบริหารจัดการนวัตกรรมควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จาก Big Data เพื่อการวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดเพื่อวางแผน บริหารจัดการและพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกลุ่ม Niche Market รวมถึงเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์โดยการ Reskill และ Upskill ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเพิ่มทักษะแรงงาน ลดช่องว่างระหว่างแรงงานและเทคโนโลยี ที่สำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมต้องปรับตัวไปสู่ BCG Model และการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) ที่มีกระบวนการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

หากในอนาคตไม่สามารถหยุดโรคระบาดนี้ กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่องค์กรจำเป็นต้องมีเพื่อให้ธุรกิจยังไปต่อได้ในมุมของ “สุพันธุ์” เชื่อว่ามี 5 เรื่องหลักๆ คือ การบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียน, เร่งปรับ Business Model และเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation), ต้องรักษาตลาดลูกค้าเดิมเสริมลูกค้าใหม่ ในช่วงวิกฤตที่กำลังซื้อมีอยู่อย่างจำกัดท่ามกลางการแข่งขันสูงที่มีอยู่ตลอดเวลา, การควบรวมกิจการ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในทางเลือกของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เห็นโอกาสถึงการเติบโตร่วมกันตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ การสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานและการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อที่จะสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

ไม่เพียงแค่ภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัว แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรหลักภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ก็ต้องปรับกระบวนการคิดและทำงานใหม่เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือภาคเอกชนของไทยให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ในยามที่เกิดวิกฤตไปทั่วประเทศ

“หลังจากที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ช่วยเหลือหลายด้าน อย่างในปีนี้ได้มีการจัดตั้ง 5 คณะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ประกอบด้วย มาตรการเร่งด่วน“ป้องกัน รักษาเยียวยา” ส่งเสริมการทำมาตรการ Bubble and Seal ในโรงงาน ฯลฯ พร้อมเน้นให้แนวคิดแก่สมาชิกถึงเวลาต้องกล้าเปลี่ยน

เปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตลาด เปลี่ยนรูปแบบสู่ดิจิทัลมากขึ้นยุคใหม่ต้องคิดให้ต่าง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วยด้านการตลาด วางกลยุทธ์ 3 แนวทาง Go Online, Go Global และ Go Government สนับสนนุ ทั้งองค์ความรู้ ช่องทาง เครื่องมือ และเงินทุน โดยชูโครงการ Made in Thailand เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ส่งเสริมสมาชิกให้สามารถนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม มีการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมแบบ 360 องศา เช่น การแนะนำการเชื่อมงานวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรมรวมถึงแนะนำการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแก่สมาชิก ส่งเสริมความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรมครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม และพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม

ซึ่งทั้งหมดเป็นบริการเพื่อสมาชิก ส.อ.ท. โดยในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 นี้ สมาชิกสามารถนำเครื่องมือหรือบริการไปปรับใช้กับธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ รวมถึงส่งเสริมสมาชิกให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ในปีนี้ เน้น 2 แนวทางคือการผลักดันสินเชื่อรูปแบบ Supply Chain Financing และการระดมทุนในตลาดทุนสำหรับธุรกิจและ SME หรือ SME Board และตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์ประนอมหนี้ เพื่อสมาชิก ส.อ.ท.เป็นต้น

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจในปีหน้า หากแผนการจัดหาวัคซีนและการฉีดที่มีประสิทธิภาพและไม่สับสน จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยตั้งเป้าหมายการฟื้นตัวเศรษฐกิจในปี 2565 ที่ท้าทายขึ้นโดยหน่วยงานภาครัฐประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2565 จะสามารถเติบโตได้ในช่วง 3-5% ซึ่งการเติบโตในระดับนี้ต่ำเกินไป และทำให้ระดับกิจกรรมเศรษฐกิจไทยในปีหน้ายังอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562 ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากยังบอบช้ำ

ซึ่งทางคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP ในปี 2565 จะสามารถขยายตัวได้ถึง 6 – 8% ซึ่งเท่ากับว่าไทยจะกลับไปยืนเท่ากับปีก่อนที่มีโควิด-19 โดยมีปัจจัยบวกสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า รวมถึงระดับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม APEC ในปี 2565 นี้ด้วย

เชื่อว่าเครื่องยนต์หลักที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า ยังเป็นภาคการส่งออกที่มีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ส่งผลเชื่อมโยงให้เอกชนผู้ส่งออกลงทุนขยายกำลังการผลิตมากขึ้น และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะย้ายฐานการผลิตมาไทย และหากไทยสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่างการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เร่งทำ FTA อย่าง FTA Thai- EU และ การเข้าร่วมเจรจา CPTPP จะเป็นแรงหนุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประกอบกับรายได้จากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามนโยบายการเปิดประเทศในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว (High Season) ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลดีต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ค้าปลีก ภัตตาคาร/ร้านอาหาร สายการบินการขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นเเรงหนุนให้เกิดการจ้างงานทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

หากแต่การคาดการณ์ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่อยากฝากไว้แก่ผู้ประกอบการทุกขนาดทุกอุตสาหกรรม เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้แม้จะเจอวิกฤตใดๆ ก็ตามคือ ต้องมีแผนกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ อาทิ การสั่งซื้อวัตถุดิบจากหลายๆ แหล่ง นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรพิจารณาการใช้วัตถุดิบจาก Suppliers ในประเทศแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

โฟกัสการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปนิยมใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นผู้ประกอบการต้องปรับใช้เทคโนโลยี Digital Ecosystem ที่อยู่รอบตัว อาทิ E-Commerce, E- Payment, E-Transportation, Inventory Management ฯลฯ มาใช้ในธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค เร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีทักษะความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (Hard Skill) เช่น การตลาดดิจิทัล, การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และเพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ส่วนผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมควรหันมาใช้หุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานมากขึ้น จากเดิมที่เคยพึ่งพาแรงงานเป็นหลักจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับประเทศของตนไป แล้วไม่สามารถกลับเข้ามาในไทยได้ เพราะมาตรการปิดพรมแดนของรัฐ รวมถึงการแพร่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงทุกองค์กร ทุกธุรกิจควรจัดตั้งทีมบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan Team) มีการซักซ้อมเพื่อเผชิญวิกฤตอย่างสม่ำเสมอ (รวมถึงปรับโมเดลการทำงาน) จะช่วยให้บริษัทพร้อมเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินได้

ติดตามข่าวการตลาดและข่าวธุรกิจเพิ่มเติม คลิก

Share.