“เครื่องสำอางซอง” สะดวกซื้อ สะดวกใช้ ไม่เกี่ยงแบรนด์เล็ก หรือใหญ่แต่ต้องรีวิวให้แมส วางขายให้เด่น

SMmagonline – นับวันร้านสะดวกซื้อจะเป็นช่องทางที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นทุกขณะ เนื่องจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ในปีที่ผ่านมามีจำนวนถึง 15,694 สาขา เพิ่มขึ้น 3.4% โดยสาขาเหล่านั้นซอกซอนเข้าสู่ย่านชุมชน ย่านธุรกิจ-การค้า ที่พักอาศัย สถานที่ราชการ สถานศึกษา ฯลฯ จึงสามารถประชิดตัวผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม สินค้าหลายประเภทจึงปรารถนา ที่จะยืนหนึ่งในร้านสะดวกซื้อ โดยเฉพาะเซเว่น อีเลฟเว่นที่ทำให้ภาพของร้านสะดวกซื้อ ไม่ได้มีสินค้าเด่นแค่สเลอปี้หรือ ซาลาเปาอีกต่อไป และครั้งนี้จะพาไปดูเชลฟ์เครื่องสำอาง ที่ทำให้ตลาดเครื่องสำอางซองทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่ ต่างแย่ง กันเบียดพื้นที่ที่เด่นที่สุดให้ได Demand+Convenience สมการลงตัว การมีผิวพรรณที่ดี หน้าตาดูดีมีสีสัน ไร้สิว เป็นสุดยอดของความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย โดยช่วงวัยของการเริ่มต้นดูแลผิวและแต่งหน้าเริ่มลดลงจาก 20 ปีมาเป็น 14-15 ปี และส่งผลให้มูลค่าตลาดเครื่องสำอางเติบโตสูงกว่า 1.8 แสนล้านบาท ทั้งยังสามารถเติบโตได้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจที่ระดับ 7.8-7.9% ต่อปี อีกทั้งผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อและความต้องการใหม่ๆ ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand loyalty) ของผู้บริโภคเริ่มลดลง โดยผู้บริโภคหันไปอยากลองสิ่งใหม่ๆ จากการกล่าวถึงกันในสังคมออนไลน์ ทำให้การซื้อเครื่องสำอางแบรนด์เดิมหรือขนาดใหญ่ค่อยๆ ลดบทบาทลง และหันมาซื้อขนาดเล็กลง ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ตั้งแต่ระดับล่างถึงกลาง มิหนำซ้ำยังสะดวกสบาย ซื้อได้ทันทีเมื่อต้องการ หรือเพื่อทดลองใช้และพร้อมที่จะเปลี่ยนเมื่อไม่ถูกใจ โดยไม่ต้องกังวลกับเงินที่เสียไปเพียงเล็กน้อย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว เป็นช่องว่างสำคัญให้เครื่องสำอางซอง ซึ่งจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะปัจจัยจากทำเลที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย มีสินค้าแบบซองหรือขนาดเล็กหลากหลายให้เลือกจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ คุณภาพดี ในบรรจุภัณฑ์ที่เบา พกพาง่าย อีกทั้งหลายผลิตภัณฑ์ออกแบบได้ทันสมัย สื่อสารได้กับผู้บริโภคเป้าหมายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าวัยเรียนหรือวัยทำงาน จนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมถึงการมีแบรนด์ใหม่ๆ ให้เลือกทำความรู้จักจำนวนมาก เครื่องสำอางซอง ยึดพื้นที่แถวหน้าร้านสะดวกซื้อ ปัจจุบันกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางแบบซองจึงสามารถขยายกินพื้นที่ในร้านสะดวกซื้อได้มากขึ้น โดยเฉพาะเซเว่น-อีเลฟเว่น…

การรวมตัวของนักคิดผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมจากทั่วโลก ที่งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

SMmagonline – กลับมาอีกครั้งกับงาน Corporate Innovation Summit 2020 (CIS 2020)  -งานสัมมนาด้านนวัตกรรมองค์กรที่ผู้ร่วมงานจะได้เรียนรู้การสร้างและขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรผ่านประสบการณ์การลงมือทำจริงที่จัดโดยRISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรณย่านราชประสงค์ใจกลางกรุงเทพฯในระหว่างวันที่ 1 – 3 เมษายน 2563 ซึ่งงานสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ได้รวบรวมนำเอา 240 เวิร์คชอป ที่ดำเนินการโดยผู้นำทางความคิดทางด้านนวัตกรรมระดับโลกทั้งสิ้น RISE สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรระดับภูมิภาคที่มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน1%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product – GDP) ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากผลการค้นคว้าในหัวข้อนวัตกรรมองค์กรในเอเชียพบว่า7ใน10ของกลุ่มผู้บริหารในองค์กรชั้นนำเชื่อว่าDisruption เป็นความท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเผชิญและต้องหาทางรับมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่มีเพียงแค่3 ใน10 เท่านั้นที่คิดว่าองค์กรของตนนั้นมีแผนการพร้อมที่จะเผชิญกับ Disruption หมอคิด หรือ นายแพทย์ ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อร่วมตั้ง RISE กล่าวว่า “ในปัจจุบันนวัตกรรมนั้นได้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของทุกๆองค์กรแต่ทว่าแค่การรับรู้และการเข้าใจเปลี่ยนแปลงยังไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมต่างๆได้แต่การเรียนรู้วิธีการดำเนินการนวัตกรรมผ่านการลงมือทำจริงต่างหากที่จะสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมได้จริง” Corporate Innovation Summit ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มจากการเพิ่มความสามารถให้กับผู้นำในองค์กรให้พร้อมในการดำเนินการด้านนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงโดยในปีนี้ CIS สานต่อความสำเร็จจากปีที่ผ่านมาพร้อมรองรับผู้บริหารที่เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 คน และเวิร์คชอปมากกว่า240หัวข้อที่ผู้นำในองค์กรสามารถเรียนรู้และร่วมปฏิบัติจริงได้ด้วยตนเองรวมถึงทอล์คและช่วงเสวนาจากนวัตกรระดับโลกมากกว่า200 ท่านที่จะร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์จริงภายใต้5หัวข้อหลักได้แก่Corporate Innovation (นวัตกรรมองค์กร), Future of Work (การทำงานในอนาคต), Deep Technology (เทคโนโลยีขั้นสูง), Creative Innovation (นวัตกรรมสร้างสรรค์), and Social Innovation and Sustainability (นวัตกรรมเพื่อสังคมและความยั่งยืน) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความเคลื่อนไหวของโลกที่มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรทั้งสิ้น สำหรับงาน Corporate Innovation Summit 2020 ในครั้งนี้ RISE…

เนทติเซนท์ แนะ 5 ปัจจัยเสริมธุรกิจ

SMmagonline-ปี 2563 จะเป็นปีที่เทคโนโลยีเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะวงการ ERP ในมิติใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยจะเริ่มมีการเข้ามาของเทรนด์ในเรื่องของ Social API สามารถทำงานร่วมกันกับระบบ ERP และสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับอีกหลายๆ Solutions ที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว กฤษดา สาธุกิจชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด (Netizen) ประกอบธุรกิจที่ปรึกษาการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ ERP (Enterprise Resource Planning) กล่าวว่า สำหรับภาคธุรกิจนั้นหากไม่มีการตั้งรับที่ดีก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงทำให้ความสามารถในการแข่งขันถดถอยลงได้ ดังนั้นเพื่อปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะถึง 5 ข้อ คือ 1.อัพเกรดซอฟต์แวร์บริหารจัดการทั้งระบบหน้าและหลังบ้านให้เป็นระบบที่ทันสมัย มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 2. อบรมให้ความรู้บุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจเท่าทันเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การปรับใช้และการให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. องค์กรต้องมีนโยบายที่เอื้อและสนับสนุนต่อการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ 4. รู้จักนำเทคโนโลยีไปสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับตลาดและผู้บริโภค เพื่อเป็นการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น การนำเสนอรถยนต์ไร้คนขับ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การนำเสนอ Smart Home ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ การนำเสนอภูมิศาสตร์อัจฉริยะ ในอุตสหกรรมโลจิสติกส์ 5.มีที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้องค์กรเดินไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นและตรงเป้าหมายมากขึ้น ที่ผ่านมาองค์กรขนาดใหญ่มีนโยบายการเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายได้เพราะขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ ทำให้สูญเสียงบประมาณและเวลา ซึ่งเป็นต้นทุนมหาศาลของธุรกิจในการก้าวให้ทันเทคโนโลยี ติดตามข่าวธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับในนิตยสารและ www.smmagonline.com

ความหมายที่แท้ของศัพท์การตลาดยุค 2020

SMmagonline-ทุกอุตสาหกรรมมีศัพท์เฉพาะของตนเองและการค้าปลีกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น อีกทั้งมีหลายคำที่หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกงง เราเลยรวบรวมคำศัพท์ที่ใช้ในวงการนี้มาเพื่อจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเพื่อให้รู้ว่า ความหมายเดิมกับความหมายจริง ณ ปัจจุบัน เปลี่ยนไปอย่างไร แน่นอนความหมายใหม่ที่ได้มา หนีไม่พ้นความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากสภาพความจริงที่เกิดขึ้น และมีไม่น้อยที่มาในแนวสาไถย ซึ่งล้วนมาจากสาระที่ผู้บริโภคได้รับจากการตลาดของแบรนด์ทั้งสิ้น  และแน่นอนอีกเช่นกันที่ศัพท์ที่เพี้ยนไปจำนวนไม่น้อย มาจากการตลาดดิจิทัลที่นักการตลาดทั้งหลายพยายามผลักดันสู่ผู้บริโภคในทุกวิถีทาง Amazon (เว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์) = ที่ที่คุณสามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการ แต่หลังจากที่ผ่านการค้นหาสินค้าจากโฆษณากว่า 1,000 รายการ   Attribution (แหล่งที่มา หรือแหล่งอ้างอิง) = เราคาดว่าAuthenticity (ความชัดเจนหรือแก่นแท้ของแบรนด์) = พีอาร์ หรือ การประชาสัมพันธ์BOPIS (Buy online pick-up in store หรือ การซื้อสินค้าผ่านออนไลน์แต่เลือกไปรับสินค้าด้วยตนเองที่หน้าร้าน) = ไม่มีกระแสเงินในระบบของร้านค้าออนไลน์ Brand Marketing = การกระหน่ำส่งอีเมล หรือข้อความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับด้วยแอดทางทีวี Casper (แบรนด์เครื่องนอนที่มีนโยบายคืนสินค้า ซึ่งถือว่าใจกว้างและเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก แต่ได้ความหมายจากโฆษณาใหม่ที่ติดตั้งในรถไฟใต้ดินจนมีความหมายเป็น) = บริษัทที่มีเกมไขปริศนาเวลาติดอยู่ในรถไฟใต้ดิน  CBD = ไม่มีใครซื้อไลน์สินค้าของเราในรูปแบบดั้งเดิม Changing Consumer Preferences (ความพึงพอใจของลูกค้าเปลี่ยน) = ไม่มีใครชอบสินค้าของเราอีกต่อไป Company Culture = Slack   (แอปพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารภายในองค์กรที่มีรูปแบบการใช้งานที่สามารถพูดคุยกัน ส่งภาพถ่าย วีดีโอ ลิ้งค์ โค้ด) Consumers (ผู้บริโภค) = คนทั่วไป Conversational (การแชทคุยกับร้านค้าเพื่อซื้อสินค้า) = ส่วนใหญ่จะเป็นระบบอัตโนมัติ Customer Acquisition…

เหตุใดเทคโนโลยีเสียงถึงมาแรงในปี 2020

SMmagonline-สิ่งที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับอนาคตคือ ไม่มีใครรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีการคาดการณ์เทรนด์ในแต่ละปีกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การพูดถึง AI, VR และผลลัพธ์ที่ล้ำสมัยที่สุดของเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวัน อย่างไรก็ตาม อนาคตที่น่าตื่นเต้นของเสียงนั้นจะถูกพูดถึงมากกว่าเดิม ตั้งแต่แอพพลิเคชั่นเสียงใหม่เปิดตัวที่ Siri และมันถึงเวลาแล้วที่จะเติบโต และมีการใช้งานในหลายรูปแบบ ผ่านแพลตฟอร์ม Alexa, Google Home และ Apple homePod และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องจับตาเทคโนโลยีนี้และมันมีประโยชน์อย่างไร การจัดซื้อในเชิงทักษะ (ISP) จะสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ISP จะช่วยให้ขายคอนเท็นต์พรีเมี่ยมและการโต้ตอบกับลูกค้าได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงดึงดูดผู้คนใช้จ่ายเงินใน Alexa Skill ที่อีกไม่นานจะเปิดตัวใน Google ช่องทางดังกล่าวจะเพิ่มศักยภาพในการซื้อขายและเปิดแพลตฟอร์มให้บริษัทมาสนใจลงทุนด้านการเงิน โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2020 ช่องทางการชำระเงิน กระแสงานและรูปแบบการทำงานต่างๆ จะมีมาตรฐานมากขึ้นโดยเฉพาะเสียงจะกระตุ้นให้แบรนด์ใช้เป็นช่องทางในการขายผลิตภัณฑ์และสร้างบริการที่สะดวกมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน สกิลด้านต่างๆ จะทุ่มงบทำตลาดเพิ่มขึ้น ในช่วงห้ 5 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์และ Start-up จำนวนมากเรียนรู้ว่า การเปิดตัวแอปพลิเคชั่นมือถือนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังต้องโฆษณาและทุ่มงบไปที่แคมเปญการตลาดมากขึ้น รวมไปถึงสกิลต่างๆ อาทิ Alexa ซึ่่งเป็น ระบบผู้ช่วยเสมือนของ Amazon ที่ใช้การสั่งงานด้วยเสียงจากผู้ใช้ไปยังอุปกรณ์หรือลำโพง เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกได้มีการใช้งานถึง 70,000 ครั้งแล้ว บริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจถึงความสำคัญทางการตลาดและเปิดตัวกลยุทธ์หลากหลายซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค “ระบบสั่งการด้วยเสียง” จะถูกพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ เทคโนโลยีที่มีการใช้งานอยู่ทั่วไปบนสมาร์ทโฟน อย่างที่รู้จักกันดีก็คือ Siri ในแอปเปิ้ล รวมถึง Alexa, Google จะไม่ถูกจำกัดแค่ที่บ้านอีกต่อไป ดังจะจากการเปิดตัว หูฟังระบบบลูทูธ JBL Live Series ผสมเทคโนโลยีการรองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่านระบบ Google…

ทีมวิจัย เช็คพอยท์ สรุปการโจมตีทางไซเบอร์พัฒนาการต่อเนื่อง

SMmagonline-เช็คพอยท์รีเสิร์ท (Check Point Research) ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลด้านข้อมูลภัยคุกคามของ บริษัท เช็คพอยท์® ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ จำกัด (NASDAQ: CHKP) ผู้ให้บริการโซลูชันชั้นนำด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วโลก เผยแพร่รายงานสรุปความปลอดภัยทางไซเบอร์ปี 2563 (2020 Cyber Security Report) โดยเน้นยุทธวิธีหลักๆ ที่อาชญากรคอมพิวเตอร์ใช้เพื่อโจมตีองค์กรทั่วโลกในอุตสาหกรรมต่างๆ และให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์เพื่อปกป้ององค์กรของตนจากการโจมตีและภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 5 (5G) รายงานสรุปความปลอดภัยทางไซเบอร์ปี 2563 เปิดเผยข้อมูลและเทคนิคการโจมตีที่สำคัญๆ ที่นักวิจัยของเช็คพอยท์ตรวจพบได้ในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้: มัลแวร์ขุดบิตคอยน์ (Cryptominer) ยังคงยึดหัวหาดการโจมตีของมัลแวร์ – แม้ว่าการขุดบิตคอยน์ (Cryptomining) จะลดลงในช่วงปี 2562 ซึ่งเชื่อมโยงกับมูลค่าที่ลดลงของสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และการปิดตัวลงของ คอยน์ไฮฟ์ (Coinhive)ในเดือนมีนาคม โดยพบว่า 38% ของบริษัททั่วโลกได้รับผลกระทบจากซอฟต์แวร์ขุดบิตคอยน์ในปี 2562 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 37% ของปี 2561 เนื่องจากการใช้ซอฟต์แวร์ขุดเงินดิจิทัลยังคงเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนสูงสำหรับอาชญากร กองทัพบ็อตเน็ตมีขนาดใหญ่ขึ้น – 28% ขององค์กรทั่วโลกได้รับผลกระทบจากกิจกรรมบ็อตเน็ต ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปี 2561 โดย Emotetเป็นมัลแวร์ประเภทบ็อตที่มีการนำไปใช้กันมากที่สุดเนื่องจากความสามารถที่หลากหลายโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริการกระจายมัลแวร์และสแปม นอกจากนี้ บ็อตเน็ตยังมีอีกหลายวีรกรรม อาทิ กิจกรรมอีเมลหลอกลวงในรูปแบบ Sextortion (การแบล็คเมลล์ทางเพศออนไลน์) และการโจมตี DDoS ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2562 ด้วยเช่นกัน แรนซัมแวร์แบบมีเป้าหมายโจมตีหนักมาก – แม้ว่าจะมีองค์กรที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างต่ำ แต่ความรุนแรงของการโจมตีนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังที่เห็นได้จากการโจมตีที่สร้างความเสียหายต่อการบริหารงานเมืองของสหรัฐอเมริกาในปี 2562 โดยอาชญากรกำลังเลือกเป้าหมายในการใช้แรนซัมแวร์อย่างระมัดระวัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้จากการเรียกค่าไถ่ให้ได้สูงสุด…

PEOPLE

เอสเอพี แต่งตั้ง เรเชล บาร์เจอร์ ดูแลงานในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

smmagonline —เอสเอพี เอสอี  ประกาศแต่งตั้ง เรเชล บาร์เจอร์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการของ เอสเอพี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยขึ้นตรงต่อสำนักงานในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น โดยเรเชล จะทำงานขึ้นตรงต่อ สก๊อต รัสเซล ประธานกรรมการ เอสเอพีเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เรเชลจะมีหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจของเอสเอพีในภูมิภาคนี้ ในเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติการ ทั้งในด้านการให้บริการลูกค้า การช่วยลูกค้ายกระดับองค์กรสู่การเป็นอินเทลลิเจนท์เอ็นเดอร์ไพรซ์ และการสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าและการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาค ทั้งนี้ เรเชลจะประจำการอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์และดูแลภาพรวมการดำเนินธุรกิจของเอสเอพีในประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม และกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สก๊อต รัสเซล ประธานกรรมการของ เอสเอพี เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กล่าวว่า “เศรษฐกิจดิจิตอลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังขยายตัวในอัตราที่เร็วมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และธุรกิจต่างกำลังเดินหน้าทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อก้าวสู่การเป็นอินเทลลิเจนท์เอ็นเดอร์ไพรซ์อย่างเต็มตัวและเอสเอพีพร้อมที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลแม้ว่าระดับการเติบโตทางดิจิตอลของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้จะมีความแตกต่างกันก็ตามเรเชลมีความพร้อมทั้งในด้านประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการช่วยลูกค้าสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่ความสำเร็จผมมั่นใจว่าเอสเอพีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตก้าวหน้าได้อย่างสวยงามภายใต้การนำของเธอ” ก่อนหน้านี้ เรเชล บาร์เจอร์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการฝ่ายปฏิบัติการของ เอสเอพี เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น โดยทำหน้าที่วางกลยุทธ์ go-to-market และกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรมและพอร์ตโฟลิโอในภูมิภาค เรเชล ถือเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ระดับโลกอย่างแท้จริง โดยคร่ำหวอดในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มากว่า 15 ปี ทั้งในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป และเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารขององค์กรชั้นนำ ในหลากหลายแผนก อาทิ ฝ่ายขาย ฝ่ายดูแลลูกค้า และฝ่ายบริการด้านไอที เรเชล บาร์เจอร์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการของ เอสเอพี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ทุกวันนี้ เทคโนโลยีดิจิตอลได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกภาคอุตสาหกรรม กระบวนการทางธุรกิจ และวิถีชีวิตส่วนบุคคล การแผ่ขยายของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะยกระดับผลิตภาพและสร้างโอกาสทางการเติบโตทางธุรกิจ คือ บันไดสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิตอลอย่างเต็มตัวของภูมิภาคอาเซียน” “ตลอดระยะเวลา 3…

LIFESTYLE

มิชลิน ปรับโฉมการคัดสรรโรงแรม ชูโรงแรมที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทาง

SMmagonline – มิชลิน ผู้สร้างบรรทัดฐานระดับโลกด้านการแนะนำร้านอาหาร และ แท็บเล็ต (Tablet) บริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและคัดสรรรายชื่อโรงแรมสไตล์บูติก (Boutique Hotels) และโรงแรมที่มีเอกลักษณ์พิเศษ (Extraordinary Hotels) ร่วมผนึกกำลังผสานความเชี่ยวชาญเพื่อสร้างปรากฎการณ์ใหม่ในการแนะนำโรงแรมที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร แนวทางริเริ่มนี้จะช่วยให้นักเดินทางที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครสามารถค้นหาและสำรองการเข้าพักได้อย่างสะดวกรวดเร็วจากข้อมูลรายชื่อโรงแรมที่มีความพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายราคาในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก  โรงแรมเหล่านี้มุ่งสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้กับลูกค้าด้วยสไตล์การออกแบบที่โดดเด่น อัตลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพการให้บริการ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ปาสคาล คูอาน็ง (Pascal COUASNON) ผู้อำนวยการส่วนงานด้านอาหารและการท่องเที่ยวของ กลุ่มมิชลิน เปิดเผยว่า “จากโรงแรมหลายแสนแห่งทั่วโลก เราคัดเลือกให้เหลือเพียงไม่กี่พันแห่งเพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่แตกต่างไปจากวงจรชีวิตประจำวันเดิมๆ ซึ่งจะสร้างความทรงจำสุดแสนประทับใจให้กับนักเดินทางได้อย่างแท้จริง การคัดสรรโรงแรมสุดพิเศษเหล่านี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เรากำหนดซึ่งรับประกันว่าจะมอบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่ยอดเยี่ยมและแปลกใหม่ให้กับลูกค้า โรงแรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ดำเนินกิจการโดยเจ้าของซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจให้กับแขกผู้มาเยือน โดยแขกจะสัมผัสได้ถึงสิ่งเหล่านั้นในทันทีที่เช็คอิน รายชื่อโรงแรมที่พักระดับกลางและระดับหรูเหล่านี้เปิดโอกาสให้นักเดินทางเข้าถึงโรงแรมหลากสไตล์ ทั้งยังสามารถเลือกสำรองที่พักในช่วงราคาต่างๆ ตามงบประมาณที่มีได้อย่างสะดวกผ่านระบบออนไลน์” รายชื่อโรงแรมที่ผ่านการคัดสรรอย่างเป็นอิสระและมีความโดดเด่นแตกต่างดังกล่าวเป็นผลจากกระบวนการหลอมรวมและผสานความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวมและคัดสรรของ ‘มิชลิน’ และ ‘แท็บเล็ต’…บริษัทซึ่งมิชลินได้เข้าซื้อกิจการเมื่อปี 2561…เข้าด้วยกัน  ทั้งนี้ คุณสมบัติที่โรงแรมซึ่งผ่านการคัดสรรต้องมี คือ ความเป็นเลิศด้านการออกแบบตกแต่งภายในและสถาปัตยกรรม การมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง คุณภาพและความสม่ำเสมอในการให้บริการ การอำนวยความสะดวกสบาย และการบำรุงรักษาอาคารสถานที่ การเป็นแม่เหล็กดึงดูดทางการท่องเที่ยว โดยโรงแรมมีส่วนเสริมสร้างประสบการณ์แบบท้องถิ่น การมอบประสบการณ์พิเศษที่สอดคล้องกับราคาที่จ่ายไป การคัดเลือกและแนะนำโรงแรมตามแนวทางนี้เป็นขั้นแรกของกลยุทธ์เสริมสร้างการเติบโตที่มิชลินตั้งเป้าหมายอย่างสูงเอาไว้ โดยจะทำการอัพเดทข้อมูลออนไลน์และประเมินผลโรงแรมที่มีรายชื่อผ่านการคัดสรรอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งจะเผยแพร่ความคิดเห็นของลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญจากมิชลินและแท็บเล็ตเอาไว้อีกด้วย การแนะนำโรงแรมที่พักเป็นจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่คู่มือฉบับแรกๆ ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 บรรจุรายชื่อข้อมูลที่พักไว้ให้นักเดินทางได้ค้นหา ในฐานะผู้บุกเบิกด้านการสัญจรระดับโลกซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในเรื่องการแนะนำร้านอาหาร มิชลินให้ความสำคัญกับการแนะนำโรงแรมด้วยเหตุผลเดียวกันกับการแนะนำร้านอาหาร นั่นคือ เพื่อให้ผู้อ่านได้ “สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด” ซึ่งในกรณีของโรงแรมคือประสบการณ์จากการเข้าพักในโรงแรมซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยแนวทางการคัดสรรแบบใหม่นี้ มิชลินจะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่กระตือรือร้นชอบเสาะแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใครได้อย่างดี  ผู้สนใจสามารถเข้าดูรายชื่อโรงแรมที่ผ่านการคัดสรรพร้อมคำบรรยายและภาพประกอบซึ่งแสดงให้เห็นถึงบรรยากาศจริงของแต่ละสถานที่ได้ทางเว็บไซต์ TableHotels.com และทางแอพพลิเคชั่น iOS  โดยไม่เพียงสามารถทำการสำรองที่พักได้โดยตรงผ่านช่องทางดังกล่าว แต่ยังจะได้สิทธิ์รับบริการพิเศษระดับโกล์ดของอุตสาหกรรมบริการอีกด้วย นอกจากนี้ การคัดสรรอย่างเป็นอิสระร่วมกันของมิชลินและแท็บเล็ตยังเปิดโอกาสให้บุคลากรมืออาชีพซึ่งทำงาน…

ASEAN+

เมียนมา 2020 : มิติการเปลี่ยนแปลงกับโอกาสของธุรกิจไทย

SMmagonline-สภาธุรกิจไทย-เมียนมา จัดงานสัมมนา เมียนมา 2020: มิติการเปลี่ยนแปลงกับโอกาสของธุรกิจไทย  สภาธุรกิจไทย-เมียนมา ภายใต้กรอบการดำเนินงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กำหนดจัดงานสัมมนา “เมียนมา 2020 : มิติการเปลี่ยนแปลงกับโอกาสของธุรกิจไทย” เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องประชุม Passion 802 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมี สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา และ กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เป็นผู้บรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อหลัก “มิติการเปลี่ยนแปลงของเมียนมา” โดยเจาะลึกมิติต่างๆ ทั้งหมด 10 ด้าน และช่วงเสวนาพิเศษเรื่อง “เรียนรู้ประสบการณ์กับการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ” โดยมีผู้ประกอบการนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้านการลงทุน และกลยุทธ์ที่สำคัญในการประกอบธุรกิจในเมียนมา กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ กล่าวว่า ประเทศไทยและเมียนมาซึ่งมีพรมแดนติดกันร่วม2,000กิโลเมตร แต่นักธุรกิจไทยเข้าใจและรู้จักเมียนมาน้อยมาก และมักจะอนุมานว่าประเทศเมียนมายังขาดแคลนทุกอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ประเทศเมียนมาได้เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก ทั้งในด้านการพัฒนาเมืองหลวง กรุงย่างกุ้ง ด้านการปรับปรุงกฎหมายการลงทุน การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถแรงงาน เป็นต้น มิติด้านการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สภาธุรกิจไทย-เมียนมาเล็งเห็นและคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยอย่างยิ่ง จึงได้จัดงานสัมมนาในครั้งนี้เพื่อเป็นเวทีและโอกาสในการบอกกล่าวถึงผู้ประกอบการไทยให้จับตามองประเทศเมียนมาให้ดีๆ วันนี้มิติของการเปลี่ยนแปลงของเมียนมาได้เห็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในเมียนมาเช่น การเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนาบ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงด้านกฏหมาย การเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา การเปลี่ยนแปลงด้านไอทีและการสื่อสาร การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงหลายๆด้านดังกล่าว ทำให้โอกาสทางการค้าและการลงทุนย่อมมีมากขึ้น หากมองตามกลุ่มธุรกิจต่างๆ มีหลากหลายธุรกิจที่เหมาะสมที่จะเข้าไปบุกตลาดเมียนมาในปัจจุบันนี้ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพราะปัจจุบันนี้แรงงานรายวันของเมียนมามีค่าแรงเพียงวันละประมาณ 90…

CSR

แกร็บร่วมกับ ทม.แสนสุข ปลุกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ชวนพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บ–แท็กซี่อาสาพิทักษ์ชายหาดบางแสน

CSR

smmagonline – ปัญหาขยะทะเลและชายฝั่งนับเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกจับตาทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทยซึ่งติดอันดับ 1 ใน 10ของประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ต้องกับประสบปัญหาขยะจากทะเลหลังช่วงฤดูมรสุมของทุกปี คือ ชายหาดบางแสน ซึ่งอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองแสนสุขจังหวัดชลบุรี โดยมีต้นตอมาจากทั้งนักท่องเที่ยวเองและจากขยะในทะเลที่มาเกยอยู่บริเวณริมหาดจากข้อมูลทางสถิติพบว่า ในแต่ละมีปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังบางแสนกว่า 2.7 ล้านคนหรือเฉลี่ยกว่า 7,400 คนต่อวัน ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนใช้พลาสติกเฉลี่ย8 ชิ้นต่อคน ทำให้เกิดขยะจำนวนมหาศาลจนบางครั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลไม่สามารถดูแลและจัดเก็บขยะที่เกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองแสนสุข จึงได้ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมเก็บขยะและทำความสะอาดชายหาดบางแสนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาขยะในพื้นที่ ทั้งยังมุ่งสร้างจิตสำนีกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับบุคคลทั่วไปด้วยโดย แกร็บ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในองค์กรภาคเอกชนที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าวและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและปลุกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรม “แกร็บพาร์ทเนอร์ อาสาพิทักษ์ชายหาด” ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนพาร์ทเนอร์คนขับกว่า100คน ทั้งแกร็บคาร์และแกร็บแท็กซี่ ได้ร่วมแสดงพลังจิตอาสาโดยการเก็บขยะและทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบชายหาดบางแสน กฤตเมธ วิทยารักษ์สรรค์ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า“กิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้พันธกิจทางสังคมของแกร็บที่เรียกว่า Grab For Good หรือแกร็บเพื่อชีวิตที่ดีกว่า โดยนอกเหนือจากการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนสังคม โดยอาศัยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อให้ทุกคนก้าวทันเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลแล้ว แกร็บยังให้ความสำคัญกับประเด็นในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างการเปิดตัว แกร็บตุ๊กตุ๊ก ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ หรือการริเริ่มแนวคิดในการมีฟีเจอร์ที่ให้ลูกค้าสามารถกดเลือกรับหรือไม่รับช้อน-ส้อมและมีดพลาสติกเมื่อสั่งอาหารผ่าน GrabFood ก็เป็นหนึ่งในความตั้งใจที่จะช่วยลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทั้งนี้ เรามุ่งหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นโอกาสในการแสดงพลังความสามัคคีของพาร์ทเนอร์คนขับ ทั้งแกร็บคาร์และแกร็บแท็กซี่ ที่ได้ทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกันเพื่อตอบแทนสังคมอีกทางหนึ่งด้วย” พรเทพ คณะวงศ์ หนึ่งในพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่ แต่การได้มาทำกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ปัญหาขยะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราทุกคนกว่าที่คิดและเราเองมีส่วนในการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาเหล่านั้นลงได้ การเก็บขยะหรือทำความสะอาดชายหาดอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่เราควรจะต้องตระหนักตั้งแต่เริ่มต้นคือการคิดก่อนใช้เพื่อลด ละ เลิกการใช้พลาสติก การใช้ซ้ำหรือการรีไซเคิล รวมถึงกิจกรรมง่ายๆ อย่างการแยกขยะก่อนทิ้งลงถังก็ถือเป็นอีกทางที่จะช่วยลดปัญหาขยะได้” ภัทรพล มนต์ขลัง เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองแสนสุข กล่าวว่า “ขยะในพื้นที่ชายหาดบางแสนมาจากสองส่วนหลักๆส่วนแรกมาจากการท่องเที่ยวอีกส่วนมาจากขยะนอกชายฝั่งที่พัดเข้ามาถึงชายหาด…